ธุรกิจดอกไม้เงินสะพัดรับวาเลนไทน์ มิสลิลลี่ผนึก5พันธมิตรปั๊มออร์เดอร์

ธุรกิจบริการจัดดอกไม้-ปากคลองตลาดคึกคักเงินสะพัดรับเทศกาลวาเลนไทน์ ระบุปีนี้14 กพ.ตรงกับวันจันทร์ คนแห่ซื้อมอบให้แทนรักโชว์คนรอบข้าง แม้ว่าราคาจะปรับขึ้น 5-10 เท่าตัว “มิสลิลลี่” ควงกลยุทธ์จองสินค้าก่อน ลดราคา 10-25% ผนึก 5 พันธมิตร อัดโปรโมชัน มั่นใจยอดโต 40-45% กวาดลูกค้า 1,000-1,500 ราย

นายธนกฤต จันทร์ชิดฟ้า ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท มิสลิลลี่ ฟลาวเวอร์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจบริการจัดส่งดอกไม้มิสลิลลี่ เปิดเผยว่า แนวโน้มเทศกาลวาเทนไทน์ปีนี้ คาดว่าจะมีความคึกคักมากกว่าทุกปี เนื่องจากปีนี้วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ตรงกับวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันทำงานหรือนักศึกษาและนักเรียนต้องไปเรียนหนังสือ สอดคล้องกับพฤติกรรมการซื้อของให้ในวันแห่งความรัก ที่ปกติผู้ซื้อและผู้รับต้องการโชว์แก่คนรอบข้าง เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาเทศกาลวาเลนไทนส์ตรงกับวันตรุษจีน ทำให้กำลังการซื้อเฉลี่ยไปใน 2 เทศกาล

ประกอบกับราคาดอกไม้ปีนี้ในตลาดปากคลองและดอกไม้นำเข้าก็ไม่ได้สูงขึ้นกว่าทุกปี คือ โดยเฉลี่ยในช่วงเทศกาล ราคาก็ปรับเพิ่มขึ้น 5-10 เท่าตัว เช่น กุหลาบ 80-100 ดอก ในปากคลองตลาด จากราคา 25 บาท เพิ่มเป็น 150-200 บาท ส่วนกุหลาบนำเข้าจาก 100 บาท เป็น 250 บาท รวมทั้งสภาพเศรษฐกิจโดยรวมปีนี้ที่ดีขึ้น คนมีกำลังการซื้อดีขึ้น ดังนั้นแนวโน้มปีนี้ ปากคลองตลาดและธุรกิจบริการจัดดอกไม้ จะมีความคึกคักและเงินสะพัดเพิ่มมาก จากกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน

สำหรับธุรกิจบริการจัดดอกไม้มิสลิลลี่ ในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ปีนี้ บริษัทไม่ได้ปรับราคาสินค้าขึ้น โดยจำหน่ายดอกกุหลาบก้านยาว 1 ดอก ราคา 2,000 บาท และกุหลาบกลีบหนาเป็นช่อ 6 ดอก ราคา 2,400 บาท และ 8 ดอก ราคา 3,200 บาท พร้อมกันนี้ยังจับมือร่วมกับพันธมิตร 5 ราย เพื่อทำโปรโมชันในช่วงวาเลนไทนส์ อาทิ กางเกงยีนส์แรงเยอร์ ฯลฯ รวมถึงมอบบัตรกำนัลสำหรับสมาชิกเก่าและใหม่มูลค่า 500-800 บาท

“ปีนี้เราไม่ได้ปรับราคาดอกไม้ขึ้น แม้ว่าต้นทุนวัสดุต่างๆ อาทิ กระดาษ และริบบิ้ รวมทั้งค่าขนส่งจะปรับเพิ่ม10-15% ก็ตาม ทำให้คาดว่าอัตราการซื้อดอกไม้เฉลี่ย 2,000-2,500 บาทต่อคนเท่ากับทุกๆ ปี”

สภาพการแข่งขันธุรกิจบริการจัดดอกไม้ในช่วงวาเลนไทน์ ไม่ได้แข่งขันที่ราคามากนัก แต่จะเน้นที่การออกแบบจัดช่อดอกไม้ และการบริการจัดส่งดอกไม้มากกว่า ขณะที่จะมีผู้ประกอบรายย่อยเข้ามาชิงยอดขายในช่วงระยะเวลาสั้นๆ อย่างไรก็ตามปีนี้มีแนวโน้มว่า ผู้หญิงมีการสั่งซื้อดอกไม้เพิ่มขึ้น 10% หรือจาก 40% เป็น 50% เมื่อเทียบกับผู้ชาย ที่ผ่านมาจะนิยมซื้อดอกไม้มากกว่า คือ 60% ลดเหลือ 50%

นายธนกฤต กล่าวต่อว่า การทำตลาดปีนี้บริษัทจะเปิดรับออร์เดอร์โดยลูกค้าที่สั่งซื้อในช่วงเดือนมกราคมจะลดราคาให้ 20-25% และในวันที่ 1-8 กุมภาพันธ์ ลดราคา 10-15% หลังจากนั้นวันที่ 9 กุมภาพันธ์ จะจำหน่ายดอกไม้ราคาปกติ อาทิ ดอกกุหลาบก้านยาว 1 ดอก ราคา 2,000 บาท ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าปีนี้มีลูกค้าสั่งดอกไม้เติบโต 40-45% หรือราว 1,000-1,500 ราย เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา 900-1,000 ราย โดยดอกกุหลาบก้านยาว มียอดขายมากที่สุด ตามด้วยดอกกุหลาบกลีบหนา ฯลฯ
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

คาดตรุษจีนเงินสะพัดแบงก์อัดสำรอง 3 หมื่น ล.ราคาของเซ่นไหว้พุ่ง

ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาด เม็ดเงินสะพัดช่วงตรุษจีนกว่า 2 หมื่นล้านบาท ธปท.ประเมินแบงก์พาณิชย์มียอดเบิกจ่ายธนบัตรของลูกค้ากว่า 3.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6.4% ยันมีการสำรองไว้แล้วกว่า 4 แสนล้านบาท มั่นใจเพียงพอต่อความต้องการ ด้านราคาสินค้าเซ่นไหว้ปรับพุ่งขึ้น ทั้งหัวหมู เป็ด ไก่ และผลไม้

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด คาดว่า ภาพรวมการใช้จ่ายของคนกรุงเทพฯ ในเทศกาลตรุษจีนปี 2554 มีแนวโน้มกระเตื้องขึ้น คาดการณ์ว่า กิจกรรมต่างๆ ในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2554 ก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับประเพณี 12,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว โดยแยกเป็นค่าใช้จ่ายเครื่องเซ่นไหว้ และค่าใช้จ่ายในการแจกอั่งเปา

ส่วนที่สองคือ เม็ดเงินสะพัดจากค่าใช้จ่ายในด้านสันทนาการ 8,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.3 ซึ่งเม็ดเงินสะพัดในส่วนนี้ ส่วนหนึ่งมาจากเงินอั่งเปาที่ก่อให้เกิดการใช้จ่ายต่อเนื่องในกิจกรรมต่าง ๆ และส่วนที่เหลือมาจากการใช้จ่ายเงินของคนกรุงเทพฯ เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดของสมาชิกในครอบครัว หรือการลาหยุดเพื่อพักผ่อนในช่วงนี้

สำหรับเม็ดเงินสะพัดช่วงตรุษจีนปีนี้ เป็นทั้งกิจกรรมนอกบ้านในกรุงเทพฯ การเดินทางท่องเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับ เดินทางท่องเที่ยวแบบค้างคืน และการเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศ ซึ่งค่าใช้จ่ายสำหรับกิจกรรมต่างๆ ในช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้ สร้างเม็ดเงินสะพัดให้กับหลากหลายธุรกิจ บรรดาธุรกิจต่างๆ ปรับตัวเตรียมต้อนรับเทศกาลตรุษจีน

สาเหตุที่ทำให้ตรุษจีนปีนี้กระเตื้องขึ้น เนื่องจากความเชื่อมั่นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นตามการปรับเพิ่มค่าจ้างแรงงาน และปรับขึ้นเงินเดือนของข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ส่วนหนึ่งเนื่องจากเป็นประเพณีความเชื่อของคนไทยเชื้อสายจีนที่จะต้องไหว้เจ้า และไหว้บรรพบุรุษเพื่อรับกับปีใหม่ โดยเฉพาะเพื่อให้การค้าในปีใหม่เจริญรุ่งเรือง และรับโชคลาภในปีใหม่ ดังนั้น คนไทยเชื้อสายจีนที่ยังยึดถือประเพณีการไหว้เจ้าก็ยังคงมีการไหว้เจ้าในช่วงตรุษจีนต่อไป

ด้าน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ ธนาคารพาณิชย์จะมีการเบิกจ่ายธนบัตรเพื่อรองรับความต้องการใช้ของประชาชนเป็นมูลค่า 31,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6.4% และเมื่อรวมกับการเบิกจ่ายธนบัตรที่สูงขึ้นในช่วงสิ้นเดือนตามปกติ ทำให้คาดว่าจะมียอดเบิกจ่ายรวม 141,500 ล้านบาท

ดังนั้น ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2554 จนถึงเทศกาลตรุษจีนวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 นี้ ธปท.จะเตรียมสำรองธนบัตรชนิดราคาต่างๆ เพื่อรองรับความต้องการเบิกจ่ายให้เพียงพอ โดยวันที่ 26 มกราคม 2554 ที่ผ่านมา ธปท.ได้สำรองธนบัตรรวมมูลค่า 407,600 ล้านบาท

รายงานข่าวจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ธนาคารสำรองธนบัตรรวม 24,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 15% โดยยืนยันว่ามีธนบัตรสำรองเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนอย่างแน่นอน

ขณะที่ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งว่า ธนาคารเตรียมสำรองธนบัตรผ่านตู้เอทีเอ็มและสาขารวมทั้งสิ้น 8,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ส่วนธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เตรียมสำรองธนบัตรใหม่ให้ลูกค้าและประชาชนทั่วไปสามารถแลกเพื่อนำไปเป็นเงินอั่งเปามอบแก่ลูกหลานและญาติมิตร ประกอบด้วยธนบัตรชนิด 1,000 บาท 500 บาท 100 บาท และ 20 บาท รวม 22 ล้านฉบับ นอกจากนี้ธนาคารเตรียมซองอั่งเปาเพื่อมอบแก่ลูกค้าธนาคาร 3.6 แสนซอง

รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า ราคาสินค้าเซ่นไหว้ตรุษจีนในหลายจังหวัดได้ปรับตัวสูงขึ้น โดยพบว่า พ่อค้าแม่ค้า จ.น่าน เริ่มนำผลไม้ออกวางจำหน่ายก่อนช่วงเทศกาลตรุษจีนแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับว่า ช่วงใกล้เทศกาลตรุษจีน ผลไม้หลายชนิดปรับราคาสูงขึ้น เช่น ส้มสายน้ำผึ้ง ที่ปรับราคาเป็นกิโลกรัมละ 50 บาท ส่วนราคาเนื้อหมูและเนื้อไก่ ปรับตัวขึ้นอีกประมาณกิโลกรัมละ 5 บาท และยังคาดว่าราคาสินค้าจะปรับตัวขึ้นไปอีก

เช่นเดียวกับ จ.นครสวรรค์ สินค้าหลายรายการเริ่มปรับราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะเครื่องเซ่นไหว้ เช่น ผลไม้ ประเภทส้ม ซึ่งจากเดิมราคากิโลกรัมละ 55 บาท เป็น 60 บาท ชมพู่จากกิโลกรัมละ 60 บาท เป็น 65 บาท และมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอีก ส่วนเนื้อหมูและเนื้อไก่ แม้ขณะนี้จะยังไม่มีการปรับราคา แต่พ่อค้าแม่ค้าเชื่อว่า ช่วงวันจ่าย วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 นี้ สินค้าจะปรับราคาขึ้นอีกแน่นอน

ขณะที่ ตลาดสดแม่กิมเฮง เขตเทศบาลนครราชสีมา ราคาสินค้าบางประเภทเริ่มปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะหัวหมู ไก่ เป็ด และผลไม้ ที่ปรับราคาขึ้นอีกประมาณ 10 บาท โดยประชาชนเชื่อว่า ช่วงใกล้เทศกาลตรุษจีนนั้น ราคาสินค้าทุกประเภทจะปรับตัวสูงขึ้นอีกร้อยละ 10

ส่วนบรรยากาศการจับจ่ายซื้อเครื่องเซ่นไหว้ในเขตเทศบาลเมืองมหาสารคาม ยังไม่คึกคัก โดยเฉพาะพืชผักที่มีราคาแพงกว่าปีที่ผ่านมาเกือบ 3 เท่าตัว ขณะที่ราคาผลไม้ปรับสูงขึ้นอีกชนิดละประมาณ 5 บาท

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

สอนลูกบริหารเงิน ก่อน"เงินเกษียณ"ของพ่อแม่สูญ

เมื่อกล่าวถึง "เงินเก็บก้อนสุดท้าย" ในชีวิตของคนเป็นพ่อแม่ที่ไม่ได้ร่ำรวย หรือมีกิจการใหญ่โตล้นฟ้าแล้ว อาจเป็นเงินที่ได้จากการเกษียณ หรือเงินออมที่มากับกรมธรรม์ประเภทใดประเภทหนึ่ง ฯลฯ ซึ่งเงินก้อนนี้ แม้พ่อแม่จะมีความจำเป็นต้องเก็บเอาไว้ใช้ในยามชรา เช่น เอาไว้จ่ายค่าน้ำค่าไฟ ค่าซ่อมแซมบ้าน ค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทาง และค่าจิปาถะอื่น ๆ อีกมากมาย แม้วันที่ได้รับมาจะเห็นเป็นก้อนใหญ่ แต่เมื่อนานวันไป มันก็มีแต่ร่อยหรอลง

ที่สำคัญ แม้มันจะเป็นเงินที่จำเป็นต่อชีวิตในวัยชราของพ่อแม่สักเท่าใด แต่หากลูกเอ่ยปากขอยืม เชื่อว่ามีพ่อแม่จำนวนมากพร้อมที่จะหยิบยื่นให้อย่างไม่ลังเล

ดังนั้นจึงมีตัวอย่างให้เห็นอยู่มากมาย กับลูกที่แบมือขอเงินที่พ่อแม่เก็บออมมาชั่วชีวิตไปถลุงจนหมด จนทำให้ชีวิตพ่อแม่ต้องตกระกำลำบาก โดยที่ตัวลูกเองก็ไม่สามารถหาเงินมาชดใช้ หรือเลี้ยงดูพ่อแม่ในยามชราได้ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าเช่นนี้ ทีมงานมีคำแนะนำดี ๆ มาฝากคุณพ่อคุณแม่ รวมถึงเอาไว้เตรียมตัวลูก ๆ ให้สามารถเอาตัวรอดทางการเงินได้ โดยไม่ต้องมาหวังพึ่ง "เงินก้อนสุดท้าย" ในชีวิตของพ่อแม่กันค่ะ

1. ตั้งเป้าหมายในการให้การสนับสนุนลูก ๆ ด้านการศึกษา

พ่อแม่ทุกคนล้วนมีแผนการออมเงินสำหรับการศึกษาของลูกในอนาคตอยู่แล้ว แต่ควรตั้งเป้าชัดเจนว่าจะสนับสนุนลูก ๆ ไปจนถึงระดับใด ซึ่งปกติคือระดับมหาวิทยาลัย ที่ไม่ควรลืมก็คือ ต้องบอกให้ลูกทราบด้วยว่าคุณจะสนับสนุนเขาไปจนถึงจุดนี้เท่านั้น เมื่อลูกสำเร็จการศึกษาในระดับที่ตั้งเป้าเอาไว้แล้ว หากลูกมีแผนจะศึกษาต่อ ก็ควรเปลี่ยนเป็นการให้คำแนะนำปรึกษาแทน ไม่ควรหยิบยื่นเงินสำรองของตนเองออกไปใช้

2. ให้ความช่วยเหลือลูก ๆ ที่โตแล้วแต่ยังไม่มีงานทำในเรื่องที่ไม่มีค่าใช้จ่าย

เด็กจบใหม่จำนวนมาก ยังหางานทำไม่ได้ และยังต้องพึ่งพาพ่อแม่ในจุดนี้ ดังนั้นพ่อแม่สามารถช่วยเหลือลูก ๆ ได้ในเรื่องที่ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือมีก็ไม่มากนัก เช่น ที่อยู่อาศัย อาหารการกิน ส่วนค่าใช้จ่ายในบ้านบางอย่างหากคิดว่าพ่อแม่รับภาระไหว จะไม่ขอความช่วยเหลือจากลูก ๆ ก็ได้ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ แต่ทางที่ดีควรกระตุ้นให้ลูกเกิดกำลังใจ และออกไปสร้างงานให้เร็วที่สุด

3. กระตุ้นให้ลูก"วางแผนชีวิต"

หากลูกสำเร็จการศึกษาแล้ว และต้องการมีครอบครัว การวางแผนในสิ่งต่างๆ เหล่านี้มีความสำคัญมากพอ ๆ กับจะเก็บเงินอย่างไร จะย้ายครอบครัวไปอยู่ที่ใด นอกจากนั้นแล้วก็ไม่ควรลืมว่า เมื่อถึงจุดที่ลูกเติบโต มีงานทำ มีรายได้ แต่ยังอาศัยอยู่ในบ้านพ่อแม่ พ่อแม่ก็ควรบอกให้ลูก ๆ ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ด้วย เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำมันรถ ค่าต่อทะเบียนรถ ค่าประกันภัย ฯลฯ

4. สอนลูก ๆ เกี่ยวกับการ"จัดการ"เงินตั้งแต่ยังเล็ก

พ่อแม่ควรปลูกฝังลูก ๆ ในการบริหารจัดการเงินให้ดี ทั้งการออมเงิน การใช้เงินในชีวิตประจำวัน หรือหากเป็นไปได้ ก็ลองให้ลูก ๆ เก็บออมเงินสำหรับการศึกษาของพวกเขาในอนาคตด้วยก็ดี (เช่น ในระดับมหาวิทยาลัย หรือการเรียนพิเศษด้านต่าง ๆ) เพราะหากลูก ๆ ต้องการเรียนสูงมากเท่าใด เงินที่ต้องใช้ก็มากเท่านั้น และอาจมารบกวนกับเงินเก็บก้อนสุดท้ายของพ่อกับแม่ได้ในที่สุด

เรียบเรียงบางส่วนจาก U.S.News
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

"AIS "ทุ่มหมื่นล้าน ขยายเน็ตเวิร์กสู้ศึก

ในงานแถลงข่าวเอไอเอส วิชัน 2011 มีการโชว์ส่วนประกอบของ DNA ที่เป็นรากฐานความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ เน็ตเวิร์ก และแอปพลิเคชัน


เอไอเอสตอกย้ำกลยุทธ์ Quality DNAs เข้มข้นทุกรูปแบบ ประกาศทุ่ม 1 หมื่นล้านบาท ลงทุนขยายเครือข่าย 3G HSPA ในกทม. และหัวเมืองใหญ่ 1,884 สถานีฐาน พร้อมติดตั้งไวร์เลสบรอดแบนด์ และไว-ไฟปูพรมบริการด้านสื่อสารข้อมูลไตรมาส 2 ปีนี้

นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า กลยุทธ์การรุกตลาดโทรคมนาคมของเอไอเอสปีนี้จะให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพเป็นพิเศษ หมายถึงคุณภาพในทุกๆ ด้าน ตั้งแต่คุณภาพเครือข่ายไปจนถึงคุณภาพการให้บริการ สืบเนื่องจากพฤติกรรมการใช้งานผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือได้เปลี่ยนไปจะเห็นได้จากการเติบโตการใช้งานโมบายดาต้าของเอไอเอสในปีที่ผ่านมาเติบโตกว่า 100%

"จริงๆ แล้ว เอไอเอสได้เน้นเรื่องคุณภาพมาหลายปีแล้ว แต่ในปีนี้จะหมายถึงความเข้มข้นของคุณภาพในทุกมิติ ทั้งนี้เป็นผลพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภคในเครือข่ายมีการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากขึ้น โดยเฉพาะการเติบโตของโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างเฟซบุ๊กในเมืองไทยในปีที่แล้วเติบโตเป็นอันดับสองของโลก"

แนวโน้มดังกล่าวดูได้จากการเติบโตในส่วนของเอไอเอส ช่วง 3 ไตรมาส (ปี2553) ยังเป็นผู้นำด้วยส่วนแบ่งตลาด 53.4% ด้วยการเติบโตในภาพรวมถึง 7.5% โดยมีลูกค้าและการใช้งานทางด้านวอยซ์เพิ่มขึ้น 9-10% และ SMS ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้งาน โมบายล์ ดาต้าเติบโตกว่า 100% โดยที่มีผู้ใช้มากกว่า 7.5 ล้านราย เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปี 2552

สำหรับปี 2554 คาดว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมน่าจะเติบโตอีกประมาณ 3-5% ซึ่งเชื่อว่าการใช้งานโทรศัพท์มือถือจะยังคงเพิ่มอย่างต่อเนื่อง แม้แต่การใช้งานพื้นฐานด้านเสียง และจะมีความต้องการเพิ่มเติมขึ้นเป็นอย่างมากสำหรับการใช้งานโมบายล์ อินเทอร์เน็ต โซเชียลเน็ตเวิร์ก สมาร์ทดีไวซ์ รวมถึงแอปพลิเคชันในทุกๆ ระบบปฏิบัติการ โดยคาดว่าการแข่งขันของโอเปอเรเตอร์จะเป็นไปอย่างรุนแรงในแกนของโทเทิล โซลูชัน ซึ่งถือว่าจะเป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่ลูกค้าได้เพิ่มเติมขึ้นจากที่ผ่านมา

"เราได้ดำเนินการเพื่อตอบรับเทรนด์การแข่งขันดังกล่าวโดยตลอด จึงทำให้ปี 2554 เรามีความพร้อมในการให้บริการด้วยรูปแบบของโทเทิลโซลูชันอย่างเต็มที่ ภายใต้แนวทางการทำงาน Quality DNAs ซึ่งจะทำให้เอไอเอสยังคงความเป็นผู้นำ"

นายมาร์ค ชอง ชิน ก๊อก หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหารด้านปฏิบัติการ เอไอเอส กล่าวว่า คุณภาพซึ่งถ่ายทอดมาจากองค์ประกอบรากฐานของความเป็นเอไอเอส นับเป็นหัวใจหลักในการส่งมอบบริการจากทุกมิติ ผ่านดีไวซ์ เน็ตเวิร์ก แอปพลิเคชัน รวมถึงคัสตอมเมอร์ เซอร์วิสสู่ผู้ใช้บริการ

โดยเฉพาะในส่วนของเน็ตเวิร์ก ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กระแสการใช้งานโมบายล์ อินเทอร์เน็ตเริ่มได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ ในระหว่างนั้นจึงทำการปรับเปลี่ยนเครือข่ายบนเทคโนโลยี 2G ให้พร้อมรับการใช้งานโมบายล์อินเทอร์เน็ตที่กำลังเติบโตรวมทั้งนำเทคโนโลยี EDGE Plus เข้ามาพัฒนาเพิ่มเติม

ในปีนี้ เอไอเอสจะใช้งบลงทุนด้านเครือข่าย 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะมีทั้งการขยายพื้นที่การให้บริการ, เพิ่มความสามารถในการรองรับการใช้งานของเครือข่าย 2G เดิมที่ยังมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และขยายพื้นที่ให้บริการของ 3G ด้วยเทคโนโลยี HSPA บนคลื่นความถี่ 900 MHz ที่ให้บริการตั้งแต่ปี 2551จำนวน 133 สถานีฐานให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

"คาดว่าจะใช้งบลงทุนขยายเครือข่าย 3G HSPA สำหรับจำนวนสถานีฐาน 1,884 แห่ง ประมาณ 2,500 ล้านบาท โดยจะเริ่มทยอยเปิดให้บริการเพิ่มเติมภายในไตรมาสที่สอง บริเวณกรุงเทพฯ ชั้นใน และจังหวัดเชียงใหม่ ชลบุรี นครราชสีมา หัวหิน ภูเก็ต หาดใหญ่ และเชียงราย หลังจากนั้นในไตรมาสที่ 3 ก็จะทยอยขยายพื้นที่ให้บริการในกรุงเทพฯ ชั้นนอก นครปฐม และขอนแก่น"

นอกจากนี้ เอไอเอสจะเพิ่มเติมเทคโนโลยีเครือข่ายเพื่ออำนวยความสะดวกและตอบไลฟ์สไตล์การใช้งานในลักษณะของ Fix Wireless เพิ่มเติม ด้วยเทคโนโลยีไวร์เลส บรอดแบนด์ถึงบ้าน ที่จะมีให้ความเร็วสูงสุดถึง 8 เมกะไบต์ต่อวินาที โดยจะพร้อมให้บริการภายในไตรมาส 1 ภายใต้คอนเซ็ปต์ 1 ซิม ทุกเครือข่าย

นายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานการตลาด เอไอเอสกล่าวว่าเทคโนโลยีไวร์เลส บรอดแบนด์ จะเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาเสริมความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วสูง ซึ่งตอนนี้ยังไม่สามารถบอกรายละเอียดได้มากนัก ซึ่งจะเริ่มทดลองให้บริการในบางพื้นที่ก่อน หลังจากนั้นถึงจะเปิดให้บริการในเชิงแมส ซึ่งจะเห็นกิจกรรมการตลาดอย่างจริงจังภายในไตรมาส 2 ของปีนี้

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

ตัน ภาสกรนที กับชีวิตใหม่ที่ “ไม่ตัน”

นับจากวันที่ “ตัน ภาสกรนที” ผลักดัน “โออิชิ” ที่เขาสร้างมากับมือจนเติบใหญ่และสามารถเข้าไปเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้สำเร็จ ชื่อ “ตัน” ก็ปรากฏอยู่ในตาราง Role Model อันดับต้นๆ เรื่อยมา แต่ไม่เคยมีปีไหนที่เขาจะไต่ขึ้นมาถึงอันดับ 1 ได้ จนกระทั่งปีนี้

จากตาราง 50 Role Model ปี 2553 พบว่า ผู้อ่านนิตยสารผู้จัดการ 360 ํ ชื่นชมตันในฐานะผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์และมีความเป็นผู้นำสูง และประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการสร้างแบรนด์ “โออิชิ” ที่มักมาคู่กับแบรนด์ “ตัน” จนแทบไม่มีใครไม่รู้จักชายร่างท้วมนามว่า “ตัน โออิชิ” ...แต่ถึงกระนั้น อันดับที่ดีที่สุดของตันก็ทำได้เพียงที่ 3

จากผล CEO’s Vote ผลงานบวกกับสไตล์บริหาร ธุรกิจที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว “แบบตัน” และความเป็นตัวตนของ “ตัน” ได้รับความชื่นชมจากกลุ่มผู้บริหารระดับสูง หลายราย จนทำให้ตันสามารถเบียดขึ้นมาเป็นอันดับที่ 1 ใน Role Model ประจำปี 2553 ได้ในที่สุด

ทั้งๆ ที่กลางปีที่ผ่านมา ตันเพิ่งประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของบริษัทโออิชิ นั่นหมายถึงการเดินออกมาจากอาณาจักรของเจริญ สิริวัฒนภักดี เพื่อเริ่มต้น ธุรกิจใหม่ของตัวเองในวัย 51 ปี ด้วยทุนจดทะเบียนเพียง 500 ล้านบาท โดยเขาเลือกฤกษ์ดีเปิดตัวบริษัท “ไม่ตัน” เมื่อวันที่ 9 เดือน 9 ที่ผ่านมา

“สำหรับนิยามของชื่อบริษัท “ไม่ตัน” คือเราจะไม่ตัน มีทางออก สู้ และไม่ยอมแพ้ โดยบริษัทไม่ตันจะเป็นบริษัทที่เปิดกว้างในการทำธุรกิจทุกรูปแบบ เพื่อให้ธุรกิจเติบโต”

พร้อมกับชื่อบริษัทใหม่ ตันพยายามโปรโมตสมญานาม ใหม่ที่เขาอยากให้สื่อมวลชนช่วยกันเรียกให้ชินปากในเร็ววัน นั่นก็คือ “ตัน ไม่ตัน”

ตันกลายเป็นสัญลักษณ์ของผู้บริหารติดดินและนักสู้ชีวิต ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาและอุปสรรค สมดังสโลแกนประจำตัวเขาที่ว่า “ชีวิตนี้ไม่มีทางตัน” ซึ่งกลายเป็นชื่อพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มแรกของเขา

ธวัชไชย สุทธิกิจพิศาล ผู้บริหารระดับสูงจากธนาคาร เกียรตินาคิน เป็น 1 ในซีอีโอที่โหวตให้ตัน บอกถึงเหตุผลในการเลือกตันในทำนองเดียวกันว่า เป็นเพราะตันสามารถต่อสู้ชีวิต และฝ่าฟันวิกฤติมาจนประสบความสำเร็จทั้งในด้านส่วนตัวและองค์กร


ยิ่งเมื่อเทียบกับผู้บริหารอีก 49 คนในตาราง 50 Role Model ตันเริ่มต้นด้วย “ต้นทุนทางสังคม” ที่น้อยกว่าอีกหลายคน แม้แต่วุฒิการศึกษา ตันก็จบเพียงมัธยม 3 ขณะที่ต้นทุนทางการเงินก็เริ่มต้นจากจุดที่ไม่สูงเหมือนคนอื่น และเคยตกต่ำถึงขนาด เป็นหนี้ทั้งในและนอกระบบกว่า 100 ล้านบาทเมื่อครั้งวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ก่อนจะมาปั้นธุรกิจชาเขียวพร้อมดื่ม จน “โออิช”” กลายเป็นบริษัทมหาชนที่มีมูลค่าธุรกิจหลาย พันล้านบาทในเวลาเพียงไม่นาน

ด้วยความสำเร็จจากการบริหาร ธุรกิจโออิชิจนเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ทำให้ ตันได้รับปริญญาจากบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาวิชาการบริหาร ธุรกิจ) มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี และปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง มาประดับโปรไฟล์ด้านการศึกษาได้ในที่สุด

ผู้บริหารที่ลงคะแนนให้ตันบางท่านเชื่อว่า “การทำการตลาดแบบนอกกรอบ” และการนำไอเดียเหล่านั้นมาปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อนคนอื่น เป็นปัจจัยที่ทำให้ “ตัน โออิชิ” ประสบความสำเร็จ

สอดคล้องกับวิธีคิดของตัน ที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ถ้าจะต้องเป็นเป็ดที่กำลังจะถูกเชือด เขาก็อยากเป็นเป็ดที่เป็นผู้นำ เพราะอย่างน้อยก็ตายแบบหัวหน้าเป็ดและก็น่าจะได้รับการพูดถึงบ้าง

การทำการตลาดนอกกรอบ บวกกับการทำโปรโมชั่น “แรงๆ” อย่าง “รวยฟ้าผ่า” หรือ “ไปแต่ตัว ทัวร์ยกแก๊งค์” ก็ช่วยทำ “โออิชิ” กลายเป็น “talk of the town” ได้ในเวลาอันรวดเร็ว

ยิ่งบวกกับการที่ตัน “เล่น” กับสื่อเป็น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ตัวเองเป็นพรีเซ็นเตอร์ แจกเงินรางวัลแก่ผู้โชคดีถึงบ้านทันทีทันควันใน 24 ชั่วโมงผ่านสื่อต่างๆ หรือเป็นหัวหน้า ทริปนำผู้โชคดีไปทัวร์ต่างประเทศด้วยตัวเอง รวมถึงการสรรหาประเด็นใหม่มาให้นักข่าวติดตามอยู่เสมอ ไม่เพียงเรื่องของเขาด้วยบทบาทของพ่อที่ดี ทั้งครอบครัวของตัน จึงมักได้ลงสื่ออยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะตันกับลูกสาวคนโตที่กำลังทำธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร ด้วยตัวเอง เรื่องราวของตันจึงมักปรากฏในสื่ออย่างสม่ำเสมอ

บวกกับการที่ตันมักไปเป็นวิทยากรพูดเรื่องราวของแบรนด์โออิชิและประเด็นธุรกิจอื่นๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งสมัยที่ยังเป็น “ตัน โออิชิ” เจ้าของธุรกิจเอง เขารับเชิญขึ้นเวทีเฉลี่ย 5-6 แห่งต่อเดือน ตันจึงกลายเป็น ที่รู้จักในสังคมอย่างกว้างขวาง และมีแฟนคลับจำนวนไมน้อย

ซิคเว่ เบรกเก้ ซีอีโอแห่งเทเลนอร์ เอเชีย ให้ความเห็นว่า CEO ที่ดีนอกจากจะต้อง ทำหน้าที่เป็น Chief Executive Officer ควรต้องเป็น Chief Emotional Officer ด้วย คือยังต้องเป็นผู้สื่อสารที่ดีที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจและถ่ายทอดเรื่องราวของบริษัทไปสู่สาธารณชนได้ ซึ่งเขามองว่า ตันมีคุณสมบัติข้อนี้ค่อนข้างเด่นชัดกว่าผู้บริหารอีกหลายคน

หลังจากเทขายหุ้นให้เจริญด้วยมูลค่าสูงถึง 3.3 พันล้านบาท และนั่งเก้าอี้ ผู้บริหารของโออิชิในฐานะลูกจ้างต่ออีก 4-5 ปี กลางปีที่ผ่านมา ตันก็ลุกขึ้นลาออก จากตำแหน่ง “ลูกจ้างหมายเลข 1” ของเสี่ยเจริญ เพื่อมาเปิดบริษัทของตัวเอง

การดำเนินธุรกิจของบริษัทไม่ตัน ประกอบด้วย 1) ธุรกิจอาหาร โดยร่วมทุน กับบริษัทญี่ปุ่นเปิดศูนย์รวม “ราเมน แชมเปี้ยน” ทั้งหมด 6 แบรนด์ 6 ร้านไว้ด้วยกัน โดยมีสาขาที่อารีน่า 10 ทองหล่อ ก่อนจะตามมาด้วยสาขาสุขุมวิท 22 และสาขาเชียงใหม่ ในปีนี้ 2) ธุรกิจเครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพ เปิดตัวกลางปีนี้ 2 ปี 2554 และ 3) ธุรกิจบันเทิงและร้านคาราโอเกะ โดยร่วมทุนกับ R&B Karaoke ในสัดส่วน 50:50

ด้วยมูลค่าธุรกิจ ดูเหมือนว่าแบรนด์ “ตัน ไม่ตัน” จะมีน้ำหนักน้อยกว่า “ตันโออิชิ” อย่างมาก แรงดึงดูดสื่อจึงดูน้อยลง จากเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัด แต่ถึงกระนั้น ตันก็ยังหมั่นหาวาระมาเป็นประเด็นตามสื่อต่างๆ ได้อยู่ดี

เริ่มต้นจากวันแรกที่ประกาศเปิดตัว บริษัท ตันยอมรับว่า บริษัทไม่ตันยังไม่มีพนักงานสักคน แต่เขากำลังสรรหาบุคคล 9 คน เข้าทำงานในหน้าที่ต่างๆ ภายใต้ “โครงการ The 9 Challengers” โดยกระบวนการคัดเลือกค่อนข้างคล้ายกับรายการ “reality show” คือผู้สมัครส่งคลิปสั้นแสดงตัวตนของตัวเองและเหตุผลว่า ทำไมตันต้องเลือกตนเข้ามา

ตั้งแต่การรับสมัคร กระบวนการคัดเลือก จนถึงการประกาศผลผู้ได้รับเข้าทำงาน ล้วนถูกอัพเดตผ่านเฟซบุ๊กของตัน (www.facebook.com/tanmaitan) เพียงช่องทางเดียวเท่านั้น ซึ่งก็เรียกเสียงฮือฮาจนทำให้ยอดแฟนเพจของตันพุ่งขึ้นจากหลักพันเป็นหลักแสนในเวลาไม่นาน

เฟซบุ๊กกลายเป็นสื่อที่แฟนคลับตันสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของตันและบริษัทได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงสามารถติดตามดูผลงานที่ตันไปออกตามสื่อต่างๆ และตาม อ่านวิธีคิดตาม “วิถีตัน” ประสบการณ์ชีวิต ไลฟ์สไตล์ และชีวิตครอบครัวของตัน ตลอดจนมุมมองธุรกิจรูปแบบใหม่จากตันได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีทีมงานคอยอัพเดตให้อยู่เสมอ

ตันอัพเดตเฟซบุ๊กเองไม่ได้ เพราะลำพังแค่จะใช้คอมพิวเตอร์ เขายังทำไม่ค่อยจะเป็นด้วยซ้ำ แต่เพราะเห็นความสำคัญในการสื่อสารผ่านเฟซบุ๊ก ในฐานะที่เป็นสื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในโลกออนไลน์ได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ ขณะที่กลุ่มคนที่ต้องการเรียนรู้ประสบการณ์จากตันไปใช้ในการทำงาน ก็เป็นคนรุ่นใหม่เสียเป็นส่วนใหญ่เช่นกัน

แต่ถึงจะมีเฟซบุ๊กเป็นสื่อส่วนตัว ตันก็ยังไม่ทิ้งสื่อหลักอย่างโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ เพราะกระแสข่าวการรับสมัครพนักงานด้วยวิธีที่ไม่เหมือนใครของตันยังไม่ทันซา เขาก็ออกรายการโทรทัศน์ให้ข่าวเรื่องการเดี่ยวไมโครโฟนของตัวเอง โดยมี “โน้ส อุดม” เจ้าพ่อ เดี่ยวไมโครโฟนเป็นเทรนเนอร์ โดยให้เหตุผลการเปิดเวทีเดี่ยวว่าเพื่อนำเงินรายได้จากการขายบัตร (ไม่หักค่าใช้จ่าย) ไปสร้างโรงเรียนผ่านมูลนิธิตันปันที่เพิ่งเปิดตัววันเดียวกับ บริษัทใหม่

แม้ตันอาจจะไม่เคยรู้ตัวว่ามีผู้บริหารธุรกิจหลายรายชื่นชมในตัวเขา แต่สิ่งที่เขาตระหนักดี นั่นก็คือ เขากลายเป็นแรงบันดาลใจของคนในสังคมหลายคน โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ ในวาระที่เริ่มต้นการสร้างบริษัทใหม่ครั้งนี้ ตันได้ประกาศอุทิศตนเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้สังคม โดยเฉพาะเรื่อง “การให้”

“เพราะตลอดเวลา 30 กว่าปี ผมทำงาน 5 ปี จากนั้นผมทำธุรกิจอีก 25 ปี หลังจากวันที่ 9 กันยายน ผมจะไม่ถือว่าผมทำธุรกิจแล้ว แต่ผมจะทำภารกิจ ผมตั้งใจว่า 9 ปี นับจากนี้ ผมจะมุ่งมั่นสร้างบริษัท ไม่ตัน ให้เป็นธุรกิจเพื่อภารกิจของมูลนิธิตันปัน” ตันพูดในวันเปิดตัวบริษัทและมูลนิธิ

นับจากปีแรกที่ดำเนินการ ตันตั้งใจแบ่งเงินปันผล 50% ให้กับมูลนิธิตันปัน จนกระทั่งเมื่อตันมีอายุครบ 60 ปี เขาจะเพิ่มเงินบริจาคไม่ต่ำกว่า 90% ให้กับมูลนิธิตันปันไปตลอด เพื่อช่วยสนับสนุนเรื่องการศึกษาและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก

การตอบแทนสังคมด้วยการให้และการพยายามทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่คน ในสังคม โดยเฉพาะนักธุรกิจรุ่นใหม่ กลายเป็นอีกคุณสมบัติสำคัญของตันที่ทำให้ทั้งธวัชไชยและซิคเว่ประทับใจในตัวตันอย่างมาก

อย่างไรก็ดี ตันยอมรับว่านับตั้งแต่ปีแรกในการตั้งบริษัทใหม่ ความท้าทายที่รอเผชิญหน้า นั่นก็คือ ความคาดหวังของผู้บริโภค พันธมิตรทางธุรกิจและสื่อมวลชน ที่ต่าง ก็หวังจะเห็นสินค้าและบริการที่ดี รวมถึงความแปลกใหม่จากแบรนด์ “ตัน ไม่ตัน”

ปีแรก ตันตั้งเป้ารายได้ของบริษัท เอาไว้ที่ขั้นต่ำ 500 ล้านบาท และภายใน 3 ปี ยอดขายทะลุ 2 พันล้านบาทให้ได้ ซึ่งการเติบโตแบบก้าวกระโดดที่ตันเคยชินกับการสร้างบริษัทโออิชิก็นับเป็นอีกความกดดันที่ตันเลือกจะหยิบมาท้าทายตัวเอง และเป้าหมายเหล่านี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์เลือดความเป็นเถ้าแก่และจิตวิญญาณนักต่อสู้ชีวิตของตันอีกครั้ง!

ที่มา manager