สรุปข่าวเด่นเศรษฐกิจปีเสือ

ตลอดปีเสือดุ เกิดเหตุการณ์ขึ้นมากมายทั้งดีและไม่ดี จนส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของคนทั้งประเทศเรื่อยไปจนถึงระบบเศรษฐกิจทั้งระบบ ก่อนจะย่างเข้าสู่ปีใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง “ทีมเศรษฐกิจเดลินิวส์” ขอประมวลเหตุการณ์สำคัญ ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อปากท้องชีวิตความเป็นอยู่ และเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจ มาให้รำลึกถึงกันอีกครั้งเพื่อเป็นการเตือนใจให้คนไทยทั้งประเทศนำไปใช้เป็นแนวทางก่อนตัดสินใจและดำเนินชีวิตในปีกระต่าย ได้อย่างมั่นคงต่อไป
ประชาวิวัฒน์กับคิดนอกกฎ บริหารนอกกรอบ

ประเดิมจากนโยบาย ประชาวิวัฒน์ ซึ่งรัฐบาลได้โหมโรงซื้อใจชาวรากหญ้าอีกรอบ เพื่อเตรียมการรองรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2554 ภายใต้ชื่อโครงการปฏิบัติการประชาวิวัฒน์ คิดนอกกฎ บริหารนอกกรอบ ด้วยการดูแลค่าครองชีพให้กับประชาชนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจโดยการปรับโครงสร้างราคาสินค้าอาหารและพลังงาน และการดูแลเศรษฐกิจนอกระบบให้เข้าสู่ในระบบ ด้วยการทำให้บรรดาผู้ประกอบอาชีพอิสระทั้งวินมอเตอร์ไซค์ คนขับรถแท็กซี่ หาบเร่แผงลอย ให้มีสิทธิในระบบประกันสังคม เข้าถึงแหล่งเงินทุน ขจัดปัญหาเรื่องหัวคิวรายเดือน โดยหวังว่าจะช่วยกลุ่มคนเหล่านี้ได้ไม่น้อยกว่า 10 ล้านคน เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับคนไทย ซึ่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะประกาศโครงการนี้อย่างเป็นทางการในวันที่ 9 ม.ค. 2554

สองขั้วสงครามชิงข้าว

ตามด้วยกระทรวงพาณิชย์ ต้องยกให้ สงครามชิงข้าว ของ พรรคภูมิใจไทย กับ พรรคประชาธิปัตย์ ที่เปิดศึกยื้อยุดฉุดกระชากกันนานแรมปี จนอดสงสัยไม่ได้ว่า มีอะไรดีซ่อนอยู่ใต้กองข้าวนั้น เริ่มตั้งแต่สมัย นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ นั่งเก้าอี้รองนายกฯ ที่สวมบทคุณชายละเอียดสรรหาร้อยเหตุผลหักห้ามไม่ให้กระทรวงพาณิชย์ขายข้าวจน นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ต้องออกล้อฟรีขายไม่ได้ไป 3 รอบ แถมยังดันให้ ครม. มีมติสั่งให้การขายข้าวและสินค้าเกษตรทุก ๆ ครั้ง ต้องผ่านความเห็นชอบจาก ครม. ด้วย ส่งผลให้สต๊อกข้าวช่วงนั้นขายไม่ออกกองสูงพะเนินเทินทึกท่วมหัว

ต่อมาหนังเกิดหักมุมตอนต้นปีเมื่อคุณชายละเอียดต้องผันตัวเองนั่งเป็นเลขานุการนายกรัฐมนตรีอำนาจดูแลข้าวจึงตกอยู่ มือ รองนายกฯสามสี นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี แทน ด้วยบุคลิกทั้ง 2 คนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การมานั่งของมิสเตอร์สามสี จึงเสมือนกาวใจ ช่วยยุติศึกเกาเหลาหม้อไฟให้สงบลง จนท้ายที่สุด ครม. ต้องมีมติส่งอำนาจขายข้าวคืนกระทรวงพาณิชย์ดูแลเหมือนเดิมและข้าวรวมถึงสินค้าเกษตรอื่นก็ทยอยขายได้จนเกือบหมด

แต่กว่าสงครามชิงข้าวจะยุติ เล่นเอาประเทศชาติเสียหาย มหาศาล เพราะแทนที่ข้าวในสต๊อกรัฐ 5-6 ล้านตัน จะขายได้ตันละ 1.4-1.5 หมื่นบาท แต่ทะเลาะกันไปมาท้ายสุดขายเพียง 1.1-1.2 หมื่นบาท ขาดทุนเท่าไรคำนวณกันดูเอง ไม่นับรวมค่าเช่าโกดังฝากเก็บที่รัฐต้องจ่ายอีกนับพัน ๆ ล้าน บทสรุปงานนี้คือ เจ๊ง!

น้ำตาลขาดแคลน

ตามด้วย น้ำตาลขม อย่างไม่น่าเชื่อว่าเป็นปัญหาจนได้กับสถานการณ์น้ำตาลทรายในบ้านเรา ทั้ง ๆ ที่เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกรองจากประเทศบราซิล แต่ก็เกิดการขาดแคลนถึง 2 ครั้ง 2 คราในช่วงปลายปี 2553 เพราะอยู่ ๆ ประชาชนก็หาซื้อได้ยาก แถมบางพื้นที่ราคาพุ่งแตะ 28-29 บาท/กก. จนสร้างความเดือดร้อนอย่างหนัก ทำเอาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์ ต่างโยนความรับผิดชอบกันจ้าละหวั่น

ในฤดูกาลผลิตน้ำตาล 52/53 คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) กำหนดโควตา ก. (บริโภคในประเทศ) ไว้ถึง 22 ล้านกระสอบ สูงกว่าปีการผลิต 51/52 ที่มีกำหนดไว้เพียง 19 ล้านกระสอบ ซึ่งตามหลักการแล้วคงจะเพียงพอต่อความต้องการบริโภคของประชาชนและภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ในการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม แต่ก็ประเมินผิดพลาดเพราะในปี 2553 เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ความต้องการใช้มีสูงอย่างมาก ประกอบกับมีช่วงหน้าร้อนที่ยาวนาน และตรงกับเทศกาลแข่งขันฟุตบอลปี ค.ศ. 2010 ยิ่งทำให้ความต้องการเครื่องดื่มได้รับความสนใจจากผู้บริโภคอย่างมาก

ที่สำคัญปีที่ผ่านมาราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกปรับขึ้นสูงสุดในประวัติศาสตร์ เพราะผู้ผลิตรายใหญ่อย่างอินเดียประสบปัญหาภัยธรรมชาติจึงลดการส่งออก รวมถึงความต้องการในจีนพุ่ง และที่ขาดไม่ได้คือการเก็งกำไรของกองทุนเฮดฟันด์ผสมโรง ทำให้ผู้ส่งออกที่ได้สิทธิน้ำตาลทรายโควตา ค. (ส่งออก) ต่างก็เร่งส่งออก

เห็นได้จากราคาซื้อขายน้ำตาลทรายในประเทศต่าง ๆ เช่น ราคาน้ำตาลทรายปลีก จีน 29-31 บาทต่อกิโลกรัม ลาว 30-33 บาท, เวียดนามอยู่ที่ 40-41.60 บาท, ฟิลิปปินส์ 36-39 บาท, กัมพูชาอยู่ที่ 33-36 บาท, อินโดนีเซีย 37-40 บาท, หรือแม้แต่พม่าในบางตลาดราคาขายปลีกสูงลิบถึง 80 บาท แต่ราคาน้ำตาลทรายของไทย 21.50-23.50 บาท/กก. เท่านั้นทำให้น้ำตาลโควตา ก. ส่วนหนึ่งแอบลักลอบไปประเทศเพื่อนบ้าน

สุดท้ายกระทรวงอุตสาหกรรมจำเป็นต้องให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายรับซื้อน้ำตาลโควตา ค. (ส่งออก) เพิ่มเติมจากผู้ส่งออกในราคาตลาดโลกมาขายประชาชนราคาถูกจำนวน 7.43 แสนกระสอบ แถมไล่บี้กลุ่มผู้ผลิตเครื่องดื่มและผลิตอาหารที่ทำสัญญาซื้อจากโรงงานน้ำตาลมากเกินไปแต่ก็เหลือใช้กว่า 2 แสนกระสอบเพราะมาเจอปัญหาอุทกภัยทั่วประเทศ

บทเรียนที่ผิดพลาดกับเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับคนไทยทำให้คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลจึงกำหนดน้ำตาลที่ใช้ในการบริโภคในประเทศฤดูกาลผลิตปี 53/54 เป็น 25 ล้านกระสอบสูงกว่าปีก่อนถึง 3 ล้านกระสอบ แถมยังประสานงานกรมศุลกากร, โรงงานน้ำตาล และทหารในการคุมเข้มการลักลอบไปขายเพื่อนบ้าน

เผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์

ข่าวใหญ่สุดในรอบปีของวงการค้าปลีกในปีเสือ คงหนีไม่พ้นข่าว ศูนย์การค้าขนาดใหญ่สุดของไทย เซ็นทรัลเวิลด์ มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท สุดยิ่งใหญ่และสวยงามสุดแห่งหนึ่งของประเทศ ถูกลอบวางเพลิงจากการชุมนุมใหญ่ทางการเมืองของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่ 19 พ.ค. 53 สร้างความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ ทำให้พื้นที่ของศูนย์การค้าประมาณ 5% ถูกไฟไหม้และต้องปิดให้บริการลง คนทั่วโลกและคนไทยอยู่ในภาวะตกตะลึง ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ของไทย กลายสภาพเป็นตึกร้างที่ไร้คนอยู่และนักชอปปิงหายกระเจิง!!!

สำหรับ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา หรือ ซีพีเอ็น ในฐานะเจ้าของต้องใช้งบปรับปรุงศูนย์การค้าทั้งหมดหลังเหตุการณ์ไฟไหม้ถึง 2,800 ล้านบาท พร้อมประกาศกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งวันที่ 28 ก.ย. 53 หลังจากปิดให้บริการนานกว่า 4 เดือน

พลิกปูมประวัติเซ็นทรัลเวิดล์นั้น เดิมชื่อ เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ บริหารงานโดย บริษัท วังเพชรบูรณ์ แต่ประสบปัญหาการเงินจนถูก ซีพีเอ็น เข้ามาประมูลบริหารต่อ และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น เซ็นทรัลเวิลด์ เปิดบริการครั้งแรกวันที่ 8 พ.ย. 50 ใช้เงินก่อสร้างศูนย์การค้าครั้งแรกกว่า 10,000 ล้านบาท และคาดว่าจะคืนทุนได้ภายในระยะเวลา 6-7 ปี แม้จะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง และทำให้ศูนย์การค้าต้องปิดให้บริการไปก็ตาม โดยเซ็นทรัลเวิลด์ มีพื้นที่รวม 550,000 ตารางเมตร ถือเป็นศูนย์การค้าที่ใหญ่อันดับสองของเอเชีย

ตบท้ายที่ข่าวใหญ่อีกข่าวในไทยส่งท้ายปี กับ ห้างคาร์ฟูร์ โบกมือลาประเทศอย่างเป็นทางการ หลังจากบริหารงานไม่ประสบความสำเร็จและสู้คู่แข่งค้าปลีกรายอื่นไม่ได้ ก่อนถูก คาสิโน กรุ๊ป บริษัทแม่บิ๊กซี ซื้อกิจการเมื่อวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา มูลค่า 35,000 ล้านบาท ปิดตำนานคาร์ฟูร์ในไทยที่เข้ามาในตลาดตั้งแต่ปี 39 นาทีนี้วงการค้าปลีกไทยจึงเหลือคู่แข่ง 2 รายคือ เทสโก้ โลตัส, บิ๊กซี สมรภูมิค้าปลีกบ้านเราจึงระอุสุดขีดอีกครั้ง!!

นักท่องเที่ยวกระเจิง

เช่นเดียวกับธุรกิจท่องเที่ยวบอบช้ำสุด ๆ เพราะเจอเคราะห์ซ้ำกรรมซัด มีปัจจัยลบมาปกคลุมเกือบทั้งปี โดยประเดิมต้นปีช่วง ม.ค.-ก.พ. นั้น ตัวเลขนักท่องเที่ยวเติบโตถึง 20% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้ใคร ๆ ในภาคท่องเที่ยวก็ต่างมีความหวังว่าการท่องเที่ยวจะสดใสไฉไลหลังจากปี 52 ต้องห่อเหี่ยวเพราะพิษการเมืองช่วงกลางปี แต่แล้วเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองจนถึงขั้นเผาสถานที่สำคัญ ๆ มาเบรกการเติบโตของภาคท่องเที่ยวจนได้ ส่งผลให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยชะงักไปครึ่งปีเต็ม โดยตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มชะลอตัวตั้งแต่เดือน มี.ค. และลดลงรุนแรงในเดือน เม.ย. ทั้งที่ควรจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมามาก เพราะเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ แต่บางวันมีเข้ามาไม่ถึง 20,000 คน จากที่เคยเข้ามาปกติวันละ 30,000 กว่าคนทางสนามบินสุวรรณภูมิ

จนกระทั่งเดือน พ.ค. หลังจบเหตุการณ์ชุมนุม เผาสถานที่สำคัญหลายจุด นักท่องเที่ยวต่างชาติจึงเริ่มกลับมาอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่มากนักในส่วนของธุรกิจโรงแรม พบว่า โรงแรมในเขตกรุงเทพฯ อัตราเข้าพักเหลือแค่ 10-20% เท่านั้นช่วงที่มีเหตุรุนแรงและมีถึง 21 แห่งในย่านราชประสงค์และใกล้เคียงต้องปิดโรงแรมชั่วคราว เพื่อความปลอดภัย คิดเป็นความเสียหายไม่ต่ำกว่า 11,275 ล้านบาท

เงินบาทแข็งค่าที่สุดในรอบ 13 ปี

ด้าน ค่าเงินบาท ทุบสถิติแข็งค่าสุดในรอบ 13 ปี แตะระดับที่ 29.45-29.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่ลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 2 ก.ค. 40 ผลพวงมาจากประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐอเมริกาเผชิญปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจหรือเรียกว่า แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส ซึ่งเกิดจากปัญหาสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ซับไพร์มที่เริ่มสะสมมาตั้งแต่ปี 47 ส่งผลให้ 3 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ ทั้ง เลห์แมน บราเธอร์ส, เมอร์ริล ลินช์ และอเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป หรือ เอไอจี อาการร่อแร่จนทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องฉีดเงินเข้าระบบเพื่อสะสางปัญหา และล่าสุดเฟดได้อัดเงินเข้าระบบอีก 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ผ่านการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล โดยมีกำหนดซื้อคืนเดือนละ 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นเวลา 8 เดือน พร้อมคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0%-0.25% เพื่อปลุกเศรษฐกิจสหรัฐกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง ซึ่งการดำเนินนโยบายของเฟดเป็นแรงกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงหนักกว่าเดิม เนื่องจากนักลงทุนเบนเข็มไปลงทุนหรือถือครองสินทรัพย์อื่น ๆ ที่มีความมั่นคงปลอดภัย และให้ผลตอบแทนที่งอกงามกว่า ไม่ว่าจะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งทองคำและน้ำมันดิบ รวมทั้งมองหาผลกำไรจากหุ้น และสกุลเงิน ในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะในแถบเอเชียที่มีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าสหรัฐ

นอกจากนี้ปัญหาความตึงเครียดในยุโรป โดยเฉพาะหนี้สาธารณะที่สูงลิบลิ่วที่เกิดขึ้นในหลายประเทศมาก่อนหน้านี้ทั้งกรีซ และไอร์แลนด์ทำให้นักลงทุนต่างชาติแห่เข้ามาลงทุนในตลาดเอเชียกันอย่างคึกคัก ผนวกกับในช่วงปี 53 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 3 ครั้งจนทำให้ดอกเบี้ยขึ้นมายืนอยู่ระดับ 2% ถือเป็นแรงผลักดันให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาแสวงหาผลตอบแทนจากการลงทุนในไทยมากยิ่งขึ้น และเพิ่มแรงกดดันค่าเงินแข็งค่าขึ้นอีก

ตลาดหุ้นไทยสุดร้อนแรง

ในฝั่งของ ตลาดหุ้นไทย ก็ร้อนระอุไม่แพ้แวดวงอื่น ๆ เพราะหลังจากดัชนีแกว่งตัวแบบทรง ๆ ทรุด ๆ มากว่าครึ่งปีตามกระแสข่าวหรือปัจจัยบวกลบที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน แต่หลังจากลุ้นกันจนตัวโก่งมานาน ผสมโรงกับเงินทุนนอกที่มีอยู่ล้นระบบได้ไหลทะลักเข้ามาลงทุนในเอเชียและไทยอย่างต่อเนื่อง จึงกลายเป็นแรงผลักดันให้ดัชนีหุ้นไทยก็พลิกฟื้นคืนชีพขึ้นมายืนเหนือระดับ 1,000 จุด ได้อีกครั้ง ซึ่งเรียกว่าทำสถิติสูงสุดในรอบ 14 ปี นับจากปี 39

ความร้อนแรงของตลาดหุ้นไทยที่ยืนเหนือระดับ 1,000 จุดได้ หรือปิดที่ 1,003.24 จุด เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 53 ได้สร้างบรรยากาศการลงทุนให้กลับมาคึกคักและอยู่ในภาวะกระทิงดุขึ้นมาทันที หลังจากคลานอยู่ในภาวะหมีนอนนิ่งมานาน จนเป็นผลพวงให้ตัวเลขหลายตัวของตลาดหุ้นไทยทุบสถิติใหม่!!! และสูงสุดนับแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มา เห็นได้จาก ณ วันที่ 29 ต.ค. 53 มูลค่าการซื้อขายของผู้ลงทุนสูงถึงเฉลี่ยวันละ 26,957.81 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้นไทยมีสภาพคล่องสูง ขณะที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ทำสถิติสูงสุดมาอยู่ที่ 8.06 ล้านล้านบาท (เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 53) คิดเป็น 84% ของจีดีพี ส่วนจำนวนบัญชีที่มีการซื้อขายเพิ่มขึ้นเป็น 178,000 บัญชีในเดือน ก.ย. สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่หากรวมจำนวนบัญชีทั้งหมดที่มีการลงทุนทั้งทางตรงและทางอ้อมใน ตลท. ทั้งที่ลงทุนผ่านกองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนประกันสังคม และกองทุนบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการแล้ว จะมีจำนวนบัญชีสูงถึงกว่า 15 ล้านบัญชี

การซื้อขายตราสารอนุพันธ์ได้ทำสถิติการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันสูงสุด นับตั้งแต่การจัดตั้งตลาดอนุพันธ์เช่นกัน โดยเดือน ต.ค. 53 ตลาดอนุพันธ์ มีปริมาณการซื้อขายรวม 461,874 สัญญา ซึ่งมีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยรายวันอยู่ที่ 23,362 สัญญา เพิ่มขึ้น 45.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงราคาทองคำ (โกลด์ฟิวเจอร์ส) ทำสถิติซื้อขายเฉลี่ยวันสูงสุดที่ 6,448 สัญญา สูงสุดนับแต่เริ่มเปิดการซื้อขายในเดือน ก.พ. 52 แบ่งเป็นสัญญาโกลด์ฟิวเจอร์ส ขนาด 50 บาท 4,234 สัญญา และมินิโกลด์ฟิวเจอร์ส (ขนาด 10 บาทต่อสัญญา) 2,214 สัญญา เนื่องจากได้รับปัจจัยบวกจากราคาทองคำในตลาดโลกปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง

ประจานสุวรรณภูมิ (เถื่อน)

ฟาก กระทรวงคมนาคม ก็มีเหตุการณ์ที่ดูงามหน้าถูก ประจานบนหน้าหนังสือพิมพ์หน้า 1 ที่ผู้คนยังจำไม่รู้ลืม คือ จู่ ๆ อาคารจอดรถที่สนามบินสุวรรณภูมิ ก็มีกลุ่มชายฉกรรจ์สวมเสื้อชุดดำกลุ่มเบ้อเร่อ เข้ามาเดินในอาคารจอดรถกันให้พรึ่บ ถึงขนาดต้องประกาศให้ย้ายรถออก ต้นเหตุมาจากความขัดแย้งของผู้ถือหุ้นใน บริษัท ปาร์คกิ้ง แมเนจเมนท์ ผู้รับสัมปทานอาคารจอดรถ ตกลงกันเรื่องผลประโยชน์ไม่ลงตัว จนเป็นที่มาของการนำพวกชายฉกรรจ์มาประลองกำลังกันที่อาคารจอดรถสุวรรณภูมิ

สุดท้ายทางคณะกรรมการ บริษัทท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ทนสภาพไม่ได้ เพราะบริษัทปาร์คกิ้ง ให้บริการก็ไม่ได้ เงินค่าสัมปทานก็ส่งไม่ครบ เลยสั่งยกเลิกสัมปทาน จากนั้นเรื่องวุ่น ๆ ก็ยังไม่จบ เพราะ “โสภณ ซารัมย์” รมว.คมนาคม สั่งตั้งคณะกรรมการที่มี “สุพจน์ ทรัพย์ล้อม” ปลัดกระทรวงคมนาคม ขึ้นมาดูปัญหาทั้งหมดของสนามบินสุวรรณภูมิ จนเป็นที่มาของการรื้อสารพัดสัญญาที่ทำไว้หละหลวม เหมือนหลับตาข้างเดียว ดูแล้วเข้าทางเอื้อให้เอกชน อย่างกรณีสัญญาสัมปทานอาคารจอดรถ กลับพบว่า หาก ทอท. จัดเก็บเงินเอง จะได้รายได้มากกว่า ในที่สุดบอร์ดทอท. จึงได้มีมติสั่งให้ ทอท. จัดเก็บค่าจอดรถในอาคารจอดรถเองต่อไปและยังต้องลุ้นกันต่อไปว่า จะมีสัญญาฉบับไหนถูกขึ้นมาสะสางอีก หรือไม่?

หวยออนไลน์ร้อน ๆ

ปิดท้ายเป็นที่ฮือฮากันอีกรอบหลังจากค้างเติ่งกันมานานตั้งแต่ปลายปี 49 หลังจาก หม่อมอุ๋ย-ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ที่ดำรงตำแหน่งรองนายกฯและ รมว.คลัง ในขณะนั้นได้ประกาศยุติการขายหวย ออนไลน์เป็นการชั่วคราว จากนั้นโครงการนี้ก็เผชิญวิบากกรรมระหกระเหินเรื่อยมาจนถึงรัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบพิจารณาแก้ไขปัญหาโครงการหวยออนไลน์ โดยมี นายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทยหรือ ทีทีอาร์ รับผิดชอบเป็นประธานคณะกรรมการ ฯ ที่ใช้เวลาราว 3 เดือนหารือร่วมกันมากถึง 17 ครั้ง โดยเมื่อวันที่ 18 ก.พ. 53 นายเกียรติ ได้เสนอรายละเอียดให้นายกฯ นำไปพิจารณาก่อนตัดสินใจเชิงนโยบายต่อไป ซึ่งแนวทางหนึ่ง คือ การนำเครื่องออนไลน์ไปใช้จำหน่ายลอตเตอรี่ 6 ตัว แทนซึ่งจะแก้ไขปัญหาลอตเตอรี่แพงได้อีกต่างหาก ทำเอาบรรดาคอหวยต่างฝันหวานกันไปเป็นแถว

ข่าวนี้ดูจะประจวบเหมาะกับคำตัดสินของศาลฎีกาที่ได้ยกฟ้องสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ไม่ต้องจ่ายเงินกว่า 2,508 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี ตั้งแต่ปี 43 ให้กับบริษัท จาโก้ ในคดีหวยออนไลน์ ที่ค้างเติ่งกันมานาน ตั้งแต่ศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 47 ให้สำนักงานสลากฯ ต้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตฯ ให้ชดใช้ค่าเสียหายให้บริษัท จาโก้ แต่สำนักงานสลากฯ ได้ยื่นขออุทธรณ์และฎีกา เพื่อขอต่อสู้คดี จนศาลฎีกามีคำสั่งยกฟ้องเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 53 แต่จนแล้วจนรอดจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่ารัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไรกับเรื่องนี้เพราะนายอภิสิทธิ์ ได้ส่งเรื่องนี้ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ พิจารณาและเตรียมเสนอให้เป็นคดีพิเศษ เพราะสัญญาโครงการหวยออนไลน์หมิ่นเหม่ต่อการขัดกฎหมายว่าด้วยการสมยอมกันในเรื่องการเสนอราคากระทำผิดหรือ พ.ร.บ.ฮั้ว จึงทำให้บรรดาเซียนหวยต่างรอแล้วรออีก

ข่าวฮอต เรื่องร้อน คนแรงในปีเสือได้ผ่านพ้นอย่างทุลักทุเลไปแล้ว ดังนั้นในปีกระต่ายนี้ทุกฝ่ายต้องนำบทเรียนที่ได้รับจากปีก่อนมาปรับปรุงเพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย!!!.

ที่มา ทีมเศรษฐกิจ เดลินิวส์

“เฟซบุ๊ก” เปิดสงครามสื่อสังคมชิงบัลลังก์ “กูเกิล”

มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟสบุ๊กวัย 26 ปี
เอเอฟพี - ด้วยการนำเสนอรูปแบบที่แตกต่างในการใช้ชีวิต, ทำงาน, เล่น และค้นหาข้อมูลบนโลกออนไลน์ ทำให้ “เฟซบุ๊ก” กลายเป็นคู่แข่งสำคัญของเสิร์ชเอ็นจินรายใหญ่อย่าง “กูเกิล”
ขณะที่กูเกิลจะแสดงผลการค้นหาตามประวัติการใช้งานเว็บไซต์ เฟซบุ๊กให้ความเฉพาะเจาะจงมากกว่าโดยอาศัย “ความชอบ” (likes) ของผู้ใช้ และบริการแนะนำเพื่อน

มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กขึ้นเมื่อ 6 ปีก่อนขณะยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และปัจจุบันมีทรัพย์สินมากถึง 6,900 ล้านดอลลาร์ เรียกเฟซบุ๊กว่า “กราฟทางสังคม”

“สิ่งที่เราพบก็คือ เมื่อคุณสามารถใช้ผลิตภัณฑ์อย่างหนึ่งร่วมกับเพื่อนๆ, ครอบครัว และคนที่คุณรัก พวกเขาก็จะอยากมีส่วนร่วมมากขึ้น” ซัคเกอร์เบิร์กให้สัมภาษณ์กับรายการ “ซิกซ์ตี้ มินิทส์” ทางสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส

“กราฟทางสังคมนี้กว้างมากอย่างไม่น่าเชื่อ” ลู เคอร์เนอร์ นักวิเคราะห์สื่อสังคมจาก เว็ดบุช ซีเคียวริตี หยิบยกคำศัพท์ที่ซัคเกอร์เบิร์กเลือกใช้ พร้อมอธิบายว่า “มันไม่ใช่แค่ว่าคุณทำอะไรและชอบอะไร แต่ยังหมายถึงคนที่คุณรู้จัก สิ่งที่พวกเขาชอบ และบริษัทที่คุณกำลังติดต่ออีกด้วย”

ในมุมมองของผู้สังเกตการณ์โลกอินเทอร์เน็ตอย่าง เคอร์เนอร์ เฟซบุ๊กได้สร้างเครือข่ายคู่ขนานที่มีผู้ใช้มากกว่า 500 ล้านคนทั่วโลก

“ผมขอเรียกเฟซบุ๊กว่าอินเทอร์เน็ตแบบที่สอง ซึ่งอาจจะมีคุณค่ามากกว่าแบบแรกด้วยซ้ำ เพราะเราต่างเชื่อมโยงเข้าด้วยกันหมด” เคอร์เนอร์ให้สัมภาษณ์

บริษัทติดตามการใช้งานออนไลน์ คอมสกอร์ ระบุว่า กูเกิ้ลมีจำนวนผู้ใช้ต่อเดือนมากกว่าเฟซบุ๊ก แต่ผู้เล่นเฟซบุ๊กจะใช้เวลาอยู่กับมันมากกว่าบริการของกูเกิล

ตั้งแต่ต้นปี 2010 เป็นต้นมา เฟซบุ๊กได้ออกบริการใหม่ๆ ขึ้นมาชนกับกูเกิลหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอีเมล @facebook.com ที่กลายเป็นคู่แข่งของ “จีเมล” หรือ “เฟซบุ๊ก เควสชันส์” ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ถามคำถาม โดยมีสมาชิกเฟซบุ๊กคนอื่นๆ เข้ามาตอบ

เฟซบุ๊กยังแข่งขันกับกูเกิลในการจ้างบุคลากร ซึ่งส่งผลให้สำนักงานใหญ่ของกูเกิลที่เมาน์เทนวิว มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ต้องประกาศขึ้นเงินเดือนพนักงานทุกตำแหน่งอีก 10 เปอร์เซ็นต์

“เฟซบุ๊กสามารถแข่งขันได้ในหลายๆ ด้านก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเติบโตบนความตกต่ำของกูเกิล และไม่ใช่ว่าเฟซบุ๊กเติบโตขึ้น ส่วนกูเกิลย่ำแย่ลง” แดนนี ซัลลิแวน บรรณาธิการประจำบล็อกเทคโนโลยีของเสิร์ชเอ็นจินแลนด์ ดอตคอม ระบุ

เคอร์เนอร์กล่าวว่า “กูเกิลจะไม่หายไปไหนหรอกครับ ที่จริงแล้วผมคิดว่ากูเกิลน่าจะได้ประโยชน์จากสื่อสังคมที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะสื่อสังคมทำให้คนใช้เวลาอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์มากขึ้น และเมื่อเขาใช้เวลามากขึ้น พวกเขาก็จะค้นข้อมูลมากขึ้นด้วย”

“แต่จุดที่พวกเขากำลังสู้กันจริงๆ คือพื้นที่โฆษณา เฟซบุ๊กมีผู้ซื้อพื้นที่โฆษณาจำนวนมาก ส่วนกูเกิลต้องขายโฆษณาให้ได้มากกว่านี้” ซัลลิแวน กล่าว

ซัคเกอร์เบิร์ก ซึ่งได้รับยกย่องจากนิตยสารไทม์ให้เป็นบุคคลแห่งปี 2010 ยอมรับกับซีบีเอส ว่า “มีหลายเรื่องที่บริษัทต่างๆ ต้องแข่งขันกัน แต่ก็ยังมีสิ่งเหล่านี้ที่เราไม่ต้องแข่งกับใครเลย”

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

ทิศทางหุ้น

ภาวะการซื้อขายหุ้น
สัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 1,021.99 จุด ปรับตัวลง 0.05% จาก 1,022.46 จุด ในสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสัปดาห์ลดลง 39.08% จาก 171,976.46 ล้านบาท ในสัปดาห์ก่อนหน้า มาอยู่ที่ 104,762.72 ล้านบาท โดยนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบัน ซื้อสุทธิที่ 3,143.18 ล้านบาท และ 2,583.49 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิที่ 2,927.92 ล้านบาท และ 2,798.76 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 278.02 จุด ขยับขึ้น 1.83% จาก 266.91 จุด ในสัปดาห์ก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 29.13% จากสิ้นปีก่อน

สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์นี้ (27-30 ธ.ค.53) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยและบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีน่าจะปรับขึ้นได้ในกรอบที่ค่อนข้างจำกัด (Sideway up) โดยได้รับแรงหนุนจากแรงซื้อต่อเนื่องของกองทุนในประเทศที่ระดมได้จาก LTF และ RMF ขณะที่ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือนของ ธปท. ความเคลื่อนไหวทางการเมือง ตลอดจนการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ อาทิ ดัชนีราคาที่อยู่อาศัย และยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่ปิดรอการขาย ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,000 และ 995 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,025 และ 1,044 จุด ตามลำดับ

ภาวะตลาดเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยน

อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นยังค่อนข้างทรงตัว ขณะที่อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์ แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) มีระดับหนาแน่นที่ 1.87% ตลอดทั้งสัปดาห์

เงินบาทในประเทศ (Onshore) อ่อนค่าในกรอบที่ค่อนข้างจำกัด เงินบาทอ่อนค่าลงเช่นเดียวกับสกุลเงินเอเชียอื่นๆในช่วงต้นสัปดาห์ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีและวิกฤติหนี้สาธารณะในยูโรโซน ขณะที่แรงขายเงินดอลลาร์ฯของผู้ส่งออก ก็ช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทไว้บางส่วน สำหรับในวันศุกร์ เงินบาทขยับอ่อนค่าต่ออีกเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับประมาณ 30.17 (ตลาดเอเชีย) ตามแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯในช่วงใกล้สิ้นเดือน

เงินเยนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ โดยขยับแข็งค่าเกือบตลอดทั้งสัปดาห์ สำหรับในวันศุกร์ เงินเยนปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 82.88 เยนต่อดอลลาร์ฯ (ตลาดยุโรป) เงินยูโรฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยหลังร่วงแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 3 สัปดาห์ มายืนที่ระดับประมาณ 1.3127 ดอลลาร์ฯต่อยูโร (ตลาดยุโรป) ในวันศุกร์ โดยเงินยูโรได้รับแรงหนุนจากแรงซื้อคืนของนักลงทุนก่อนวันหยุดคริสต์มาส.

ที่มา ไทยรัฐออนไลน์

มารู้จักกับเงินฝาก และกองทุนที่มีอนุพันธ์ทางการเงิน

มารู้จักกับเงินฝาก และกองทุนที่มีอนุพันธ์ทางการเงิน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราได้เห็นพัฒนาการของผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภทในแวดวงการเงินการธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศ และต่างประเทศ การลงทุนในหุ้นจดทะเบียนในประเทศไทย และการนำหุ้นต่างประเทศเข้ามาจดทะเบียนในประเทศไทย การลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆผ่านกองทุนรวม เช่น ทองคำ และ น้ำมันดิบ เป็นต้น

แม้กระทั่งผลิตภัณฑ์เงินฝากเองก็มีความหลากหลายกว่าในอดีต จากเดิมที่มีเพียงเงินฝากกระแสรายวัน เงินฝากออมทรัพย์ และเงินฝากประจำ ในปัจจุบันเงินฝากออมทรัพย์ที่เคยเบิกถอนได้ทุกวัน ก็มีบางธนาคารออกผลิตภัณฑ์เงินฝากออมทรัพย์ประเภทถอนได้เดือนละ 1-2 ครั้ง เพื่อแลกกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น หรือการฝากเงินในบัญชีเงินฝากประจำจากเดิมกว่าจะได้รับอัตราดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ ก็ต้องฝากจนครบระยะเวลาที่กำหนด แต่มาตอนนี้การแข่งขันที่สูงขึ้น ส่งผลให้บางธนาคารออกผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำที่ยินยอมให้ลูกค้าถอนเงินฝากประจำก่อนครบกำหนดได้เป็นระยะๆ เช่น ทุก 3 เดือน โดยได้รับอัตราดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ในช่วงเวลานั้นๆ และไม่มีค่าปรับ

โอกาสนี้ ผมขอเล่าให้ฟังถึงผลิตภัณฑ์อีกประเภทหนึ่งซึ่งยังไม่เป็นที่แพร่หลายนักในประเทศไทย นั่นคือผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีการจ่ายผลตอบแทนผูกกับผลตอบแทนของตราสารการลงทุนอื่นๆ เช่น ตราสารที่มีอนุพันธ์ทางการเงินแฝง (Structured Product) ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของกองทุนรวม หรือเงินฝากประจำ ซึ่งหากเป็นรูปแบบของกองทุน ก็มักจะเป็นกองทุนประเภทจ่ายเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนด ส่วนการจ่ายผลตอบแทนของกองทุนจะอ้างอิงกับดัชนีฯทางการเงินที่กำหนด โดยตัวอย่างของกองทุนประเภทนี้ที่มีการเสนอขายในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาก็ เช่น กองทุนเปิดเคแทม คอมเพล็กซ์ รีเทิร์น ไชน่า ลิงค์ (KTAM Complex Return China-Linked Fund) ของบลจ.กรุงไทย อายุโครงการประมาณ 1 ปี 11 เดือน ซึ่งมีการจ่ายผลตอบแทนอ้างอิงกับราคาปิดของสินทรัพย์อ้างอิง อันได้แก่ Hang Seng Investment Index Funds Series - H-Share Index ETF (2828 HK) กล่าวคือ หากราคาสินทรัพย์อ้างอิงเพิ่มขึ้น ณ วันสิ้นสุดโครงการ น้อยกว่า 35% จากวันเริ่มต้น กองทุนจะได้รับผลตอบแทน 70% ของการเพิ่มขึ้นของราคาสินทรัพย์อ้างอิงดังกล่าว และหากราคาปิดของสินทรัพย์อ้างอิงเพิ่มขึ้นมากกว่าหรือเท่ากับ 35% ของราคาเริ่มต้น ณ สิ้นวันใดวันหนึ่งตลอดอายุของกองทุน จะถือว่าเงื่อนไขการจ่ายผลตอบแทนสมบูรณ์ หรือเรียกว่ามีการ “Knock out” เกิดขึ้น กรณีนี้ผู้ลงทุนจะได้รับอัตราผลตอบแทนคงที่เท่ากับ 5% ของมูลค่าเงินลงทุนตลอดอายุกองทุน

แต่ถ้าราคาปิดของสินทรัพย์อ้างอิง ณ วันสิ้นสุดอายุกองทุน (Final Price) น้อยกว่าราคาเริ่มต้น หรือพูดง่ายๆก็คือราคาปิดของสินทรัพย์อ้างอิงลดลง ผู้ลงทุนจะได้รับเงินลงทุนเริ่มแรกคืน โดยไม่ได้รับผลตอบแทน กล่าวคือ ไม่ขาดทุนนั่นเอง

สำหรับอีกกองทุนหนึ่งที่เพิ่งเสนอขายล่าสุดก็คือ กองทุนเปิด ยูโอบี ซีเล็ค โกลด์ ซึ่งเป็นกองทุนรวมพิเศษที่กำหนดเงื่อนไขการจ่ายผลตอบแทนเชื่อมโยงกับอัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์อ้างอิง (กองทุนทองคำ) ที่เป็นหน่วยลงทุนประเภท ETF ของ SPDR Gold Trust ซึ่งหากราคาของสินทรัพย์อ้างอิงดังกล่าวปิดเพิ่มขึ้นไม่เกิน 29.99% ในเวลา 1 ปี 10 เดือน ณ วันสิ้นกำหนดอายุโครงการ กองทุนจะได้รับผลตอบแทน 100% ของราคาสินทรัพย์อ้างอิงที่เพิ่มขึ้น ยกเว้นกรณีเหตุการณ์ที่ราคาของสินทรัพย์อ้างอิง ณ วันใดวันหนึ่งตลอดช่วงระยะเวลาการลงทุนเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นมากกว่าหรือเท่ากับ 30% เมื่อเทียบกับวันจดทะเบียนเริ่มต้นกองทุน (Knock Out) กองทุนจะได้ผลตอบแทนเท่ากับ 4% ตลอดอายุกองทุน แต่หากราคาสินทรัพย์อ้างอิงขาดทุน ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับผลตอบแทน กล่าวคือ ไม่ขาดทุนนั่นเอง โดยทั้งสองกองทุน หลักทรัพย์ที่กองทุนนำไปลงทุนเพื่อนำมาจ่ายเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนดคือพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ที่ประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน (กองทุนดังกล่าวข้างต้นได้ปิดการเสนอขายไปแล้ว การกล่าวถึงกองทุนทั้งสองกองทุนในที่นี้ เป็นไปเพื่อประกอบการอธิบายลักษณะของกองทุนประเภท Structured Fund เท่านั้น มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแนะนำการลงทุนแต่อย่างใด การลงทุนในกองทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน)

หากพิจารณาดูจากตัวอย่างกองทุนที่เป็น Structured Fund ข้างต้น จะเห็นว่า ทางเลือกการลงทุนที่สามารถได้รับเงินต้นคืน 100% ในรูปเงินบาทเมื่อครบกำหนดอายุกองทุน จากการลงทุนผ่านพันธบัตรรัฐบาลประเทศเกาหลีใต้ และเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนจากการเพิ่มขึ้นของราคาสินทรัพย์อ้างอิง โดยไม่ต้องขาดทุนหากราคาสินทรัพย์อ้างอิงติดลบ จะมีอยู่ในกองทุนลักษณะเช่นนี้เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดหลักๆของกองทุนประเภทนี้คือต้องถือหน่วยลงทุนจนครบอายุของกองทุน ไม่สามารถซื้อขายได้อย่างอิสระเหมือนกองทุนเปิดทั่วไป

สำหรับผลิตภัณฑ์ในลักษณะนี้ที่มีการเสนอแก่ประชาชนทั่วไปในรูปของเงินฝาก ก็จะเป็นเงินฝากประจำที่มีอนุภัณฑ์ทางการเงินแฝง (Structured Deposit) ซึ่งแน่นอนว่าการเป็นเงินฝากธนาคาร ธนาคารก็ต้องมีพันธะผูกพันที่จะต้องจ่ายคืนเงินต้นให้แก่ผู้ฝากเงินในทุกกรณี ซึ่งความเสี่ยงของเงินต้นในปัจจุบันก็เป็นไปตามฐานะทางการเงินของธนาคารนั้นๆ โดยเงินฝากประเภทนี้จะมิได้อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของพรบ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551 เหมือนเงินฝากทั่วไปประเภทอื่นๆ สำหรับในส่วนของอัตราดอกเบี้ยนั้นจะเป็นไปตามทิศทางความเคลื่อนไหวของดัชนีอ้างอิง โดยไม่ว่าดัชนีอ้างอิงจะเป็นอะไร ขาดทุนไปมากน้อยแค่ไหน ก็ไม่กระทบกับเงินต้น เพราะดัชนีอ้างอิงในที่นี้เป็นเพียงตัวแปรกำหนดอัตราดอกเบี้ยเท่านั้น ซึ่งเงินฝากประเภทนี้อาจมีความซับซ้อนมากก็ได้ เช่น จ่ายดอกเบี้ยตามการเพิ่มขึ้นของดัชนีหุ้น หรือกำหนดให้จ่ายผลตอบแทนเมื่อดัชนีหุ้นติดลบก็สามารถทำได้ ทั้งนี้ เป็นไปตามแต่จะมีการตกลงกันระหว่างธนาคารกับผู้ฝากเงินก่อนการฝากเงินและมีการกำหนดไว้ในเงื่อนไขการจ่ายดอกเบี้ยตั้งแต่ต้น หรืออาจเป็นเงินฝากที่มีอนุพันธ์ทางการเงินแฝงแบบง่ายๆ เช่น เงินฝากประจำอายุ 12 เดือน จ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน ที่อัตรา 2% ต่อปี หากแต่ธนาคารมีสิทธิคืนเงินต้นพร้อมจ่ายดอกเบี้ยเมื่อสิ้นเดือนที่ 6 ได้ (Callable)

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์แบบมีอนุพันธ์ทางการเงินแฝง เช่น

1. มีโอกาสรับผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากประจำ หรืออาจสูงเทียบเท่าการลงทุนในหุ้นได้ (ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับรูปแบบของผลิตภัณฑ์ และเงื่อนไขที่กำหนด)

2. สามารถเลือกรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่มีกลไกการคุ้มครองเงินต้น (เหมาะสำหรับผู้ไม่พร้อมรับการขาดทุนจากการลงทุน)

เรามาทำความรู้จักในรายละเอียดของการลงทุนแบบนี้กันดีกว่าว่ามันคืออะไร และเหมาะกับใคร โดยทฤษฎีแล้ว การอธิบายคำจำกัดความของตราสารที่มีอนุพันธ์ทางการเงินแฝงอย่างสั้นๆนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในการทำงานของตราสารอนุพันธ์มาก่อน แต่หากกล่าวโดยสรุปก็คือ ตราสารอนุพันธ์เป็นตราสารทางการเงินหรือตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนของการลงทุนแปรผันตามมูลค่าของสินทรัพย์หรือดัชนีที่อ้างอิง
จากแผนภาพ ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายขึ้น สมมติระยะเวลาการลงทุน 2 ปี เงินลงทุน 100 บาท และอัตราดอกเบี้ยในตลาดฯอยู่ที่ 5% ต่อปี ดังนั้น ผู้ออกตราสารจะนำเงิน 90.7 บาทไปลงทุนในตราสารหนี้ หรือพันธบัตรรัฐบาล ดังนั้น เมื่อครบ 2 ปี จะได้เงินต้น 100 บาทพอดี (ดอกเบี้ย 5% ทบต้น-ทบดอก) และนำส่วนที่เหลือไปลงทุนในตราสารอนุพันธ์ (Derivative Instruments) ซึ่ง เป็นตราสารการเงินประเภทหนึ่งที่มูลค่าหรือราคาจะอิงกับมูลค่าหรือราคาของสินค้าที่ตราสารอนุพันธ์นั้นอ้างอิงอยู่ (Underlying Assets) โดยตราสารอนุพันธ์นี้จะเป็นตัวสร้างผลตอบแทนให้สูงขึ้นได้ หากการเคลื่อนไหวของดัชนีอ้างอิงเป็นไปตามที่เราคาดไว้

จากกลไกดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่าเป็นการช่วยจำกัดความเสี่ยงได้ดี โดยไม่ว่าดัชนีอ้างอิงจะเป็นไปอย่างที่เราคาดไว้หรือไม่ก็ตาม หากผู้ออกตราสารหนี้ที่เราไปลงทุนไว้เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 90.7 บาท สามารถชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยได้เมื่อครบอายุตราสาร ผู้ลงทุนก็จะได้รับเงินต้นคืนแน่นอน

ดังนั้น คนที่กล้าๆ กลัวๆ อยากกระจายการลงทุนเพื่อเปิดโอกาสรับผลตอบแทนที่มากขึ้นจากการลงทุนในหลักทรัพย์ที่เสี่ยงขึ้น แต่ไม่อยากขาดทุน หรือแม้แต่คนที่ลงทุนในหุ้นอยู่ชนิดเจ็บแล้วไม่จำ ลองมองดูเงินฝากประเภทที่มีอนุพันธ์ทางการเงินแฝง หรือกองทุนประเภทจ่ายคืนเต็มจำนวนเมื่อครบกำหนดอายุกองทุน โดยลงทุนในตราสารที่มีอนุพันธ์ทางการเงินแฝงอยู่ดู ซึ่งนอกจากจะได้การกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์เสี่ยงแล้ว ยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนอ้างอิงกับตราสารหรือดัชนีของต่างประเทศได้โดยไม่มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน หากแต่การลงทุนในตราสารเหล่านี้ ต้องแบ่งเงินในสัดส่วนที่พอเหมาะ ซึ่งโดยปกติไม่ควรเกิน 10% ของเงินออม เพราะจะถอนเงิน (กรณีเงินฝาก) หรือขายคืน (กรณีกองทุน) ก่อนครบกำหนดไม่ได้ รู้อย่างนี้แล้ว การลงทุนหรือฝากเงินครั้งต่อไปอย่าลืมมองหาทางเลือกใหม่ๆให้ตัวเองนะครับ

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

คุณค่าของคน:อยู่ที่ตัวเอง-2 (นายสตีฟ จอบส์)


ในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เขียนถึงสุนทรพจน์ของนายสตีฟ จอบส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทคอมพิวเตอร์แอปเปิลที่ให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดที่กล่าวถึงประสบการณ์ที่สำคัญในชีวิตของเขา

ซึ่งเขามีการตัดสินใจที่สำคัญ ๆ ในชีวิตและหนึ่งในนั้นคือ การตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยภายหลังจากที่เข้าไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยรีดได้เป็นเวลาเพียง 6 เดือน เนื่องจากเหตุผลทางการเงินที่บิดา-มารดาบุญธรรมต้องใช้เงินเก็บเกือบทั้งหมดในการส่งเสียให้เขาได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งนี้ จึงไม่ต้องการสร้างความเดือดร้อนให้บิดา-มารดาบุญธรรม

อย่างไรก็ตามภายหลังจากลาออกจากมหาวิทยาลัย และประสบกับความยากลำบากในการดำรงชีวิต แต่เขาก็ยังโชคดี เขาสามารถเลือกที่จะไปเข้านั่งเรียนเฉพาะวิชาใดวิชาหนึ่งก็ได้ที่สนใจ และวิชาทั้ง หลายที่เขาได้เรียนในช่วงนั้น ซึ่งเขาใช้เวลาทั้งหมด 18 เดือน โดยเลือกเรียนตามแต่ความสนใจและสัญชาตญาณของเขาจะพาไป จนกลายมาเป็นความรู้ที่หาค่ามิได้ให้แก่ชีวิตของเขาในเวลาต่อมา และหนึ่งในนั้นคือ วิชาศิลปะการประดิษฐ์และออกแบบตัวอักษร (calligraphy)

นายจอบส์ยอมรับว่า ในตอนนั้นเขาเองก็ยังมองไม่ออกเช่นกันว่า จะนำความรู้ที่ได้จากวิชานี้ไปใช้ประโยชน์อะไรได้ในอนาคตของเขา

แต่ 10 ปีหลังจากนั้น เมื่อเขากับเพื่อนช่วยกันออกแบบเครื่องคอมพิวเตอร์แมคอินทอชเครื่องแรก วิชานี้ได้กลับมาเป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างไม่เคยนึกฝันมาก่อนและทำให้แมคอินทอชกลายเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่มีการออกแบบตัวอักษรและการจัดช่องไฟที่สวยงาม

ถ้าหากเขาไม่ลาออกจากมหาวิทยาลัย เขาก็คงจะไม่เคยเข้าไปนั่งเรียนวิชานี้ และก็คงไม่อาจจะมีตัวอักษรแบบต่าง ๆ ที่หลากหลาย หรือที่มีการเรียงพิมพ์ที่ได้สัดส่วนสวยงาม

รวมทั้งเครื่องพีซี ซึ่งใช้ซอฟต์แวร์วินโดว์ต่อมาได้ที่ลอกแบบไปจากแมคอินทอช อีกต่อหนึ่งก็เช่นกัน คงจะไม่มีตัวอักษรสวยงามให้ใช้อย่างที่มีอยู่ในตอนนี้

อย่างไรก็ตามนายจอบส์บอกว่า ในเวลาที่เขาตัดสินใจลาออกนั้น เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะสามารถ “ลากเส้นต่อจุด” หรือหยั่งรู้อนาคตได้ว่า วิชาออกแบบและประดิษฐ์ตัวอักษร (คอลลิกราฟฟี่) จะกลายเป็นความรู้ ที่มีประโยชน์ในการออกแบบแมคอินทอช เขาเพียงสามารถจะลากเส้นต่อจุดกับการค้นเครื่องแมคอินทอชได้อย่างชัดเจน ก็ต่อเมื่อมองย้อนกลับไปข้างหลังเท่านั้น

ในเมื่อไม่มีใครที่จะลากเส้นต่อจุดไปในอนาคตได้ ดังนั้นคำแนะนำของจอบส์ก็คือ คุณจะต้อง “ไว้ใจและเชื่อมั่น” ว่า จุดทั้งหลายที่ได้ผ่านมาในชีวิตคุณ มันจะ หาทางลากเส้นต่อเข้าด้วยกันเองในอนาคต ซึ่งจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญา โชคชะตาชีวิต หรือกฎแห่งกรรม ขอเพียงแต่คุณต้องมีศรัทธาในสิ่งนั้นอย่างแน่วแน่

จากประสบการณ์ชีวิตของนายสตีฟ จอบส์ ตลอดจนผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยได้แสดงให้เห็นว่า การได้เข้าเรียนและจบจากมหา วิทยาลัยไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการสร้างตัวและสร้างความสำเร็จในชีวิตเลย แต่การจะรู้อะไรนั้นขอให้มีความรู้จริงและลึกซึ้ง ดังคำกลอนของสุนทรภู่กล่าวไว้ว่า “รู้อะไรรู้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล” ซึ่งหมายถึงความรู้อะไรนั้นมีสองประเภท คือรู้ให้ลึกหรือรู้ให้กว้าง ซึ่งหากมีความตั้งใจและมีความอุตสาหะก็ประสบความสำเร็จได้

ดังที่นายจอบส์ได้เลือกเรียนในเฉพาะ วิชาที่ชอบ โดยไม่จำเป็นต้องเรียนวิชาพื้นฐานอื่น ๆ ที่ไม่ชอบและสามารถนำไปใช้ประโยชน์จนกระทั่งเป็นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการคอมพิวเตอร์

บางคนอาจจะมีความเชี่ยวชาญพิเศษทางด้านภาษา การร้องเพลง หรือบางคนจะถนัดการซ่อมแซมเครื่องจักรเครื่องยนต์ และอื่น ๆ ซึ่งก็สามารถใช้ความชำนาญพิเศษนั้นในการเลี้ยงชีพได้.


อาภรณ์ ชีวะเกรียงไกร
ที่มา เดลินิวส์