“ไตรรงค์”ยันรัฐพร้อมหนุนท่องเที่ยว

“ไตรรงค์”ยันรัฐบาลพร้อมหนุนท่องเที่ยว ทั้งเที่ยวทั่วไทย และไปทั่วโลก

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 24 ก.พ. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานเปิดงานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 8 ซึ่งจัดขึ้นวันที่ 24-27 ก.พ.นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่า รัฐบาลพร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้ง 2 ด้าน คือ “เที่ยวทั่วไทย” จะสนับสนุนคนไทยเที่ยวในประเทศ เพื่อให้รู้จักประเทศของตัวเองมากขึ้น รู้วิถีชีวิต แนวความคิดที่แตกต่างของคนต่างพื้นที่ จะได้เกิดความรักสามัคคีกันมากขึ้น และจะส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวในประเทศด้วย ขณะเดียวกันก็จะส่งเสริมให้ “ไปทั่วโลก” โดยมองว่า การที่คนไทยไปเที่ยวต่างประเทศ จะทำให้คนไทยฉลาดขึ้น หากใครมีกำลังทรัพย์ ก็ควรจะเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศบ้าง เพราะมองว่า การท่องเที่ยวหมื่นลี้ ยังดีกว่าการอ่านหนังสือ 1 ห้องสมุด

สำหรับสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว คือ การดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติที่เที่ยวไทย, การปรับปรุงสถานที่ท่องเที่ยวที่ทรุดโทรม ปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการท่องเที่ยว เช่น ปรับปรุงถนน ไฟฟ้า และห้องน้ำ การแสวงหาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่ต่างจากเดิมที่เคยมีอยู่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รู้สึกตื่นเต้น อยากมาสัมผัส การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายขึ้น โดยผ่านช่องทางธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และการใช้นโยบายเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (ครีเอทีฟ อีโคโนมี) ช่วยให้การท่องเที่ยวก้าวหน้าขึ้น

"ปีที่ผ่านมารู้สึกประหลาดใจมากที่เห็นตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยมีถึง 15.62 ล้านคน มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทั้งที่ไทยมีเหตุการณ์วุ่นวาย แสดงให้เห็นว่าไทยต้องมีอะไรดี นักท่องเที่ยวต่างชาติจึงยังเดินทางมา ซึ่งไทยต้องรักษาความดีเอาไว้ พร้อม ๆ กับการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งต้องส่งเสริมทั้ง 2 ด้าน คือ เที่ยวทั่วไทย และไปทั่วโลก" นายไตรรงค์ กล่าว

ด้านนายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ทีทีเอเอ) กล่าวว่า ภาพรวมคนไทยเที่ยวต่างประเทศปีนี้ยังโตต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า และเศรษฐกิจในประเทศเติบโต สำหรับการจัดงานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 8 วันที่ 24-27 ก.พ.นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มั่นใจว่า จะมียอดขายแพ็กเกจเที่ยวไทยและต่างประเทศในงานรวม 1,200 ล้านบาท โดยจุดเด่นของงานปีนี้คือ ได้จำลองโรงภาพยนตร์ไว้ในงาน ภายใต้ชื่อ ทราเวล เธียเตอร์ เพื่อให้องค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศต่าง ๆ มานำเสนอการท่องเที่ยวประเทศตัวเอง รวมทั้งมีการแสดงชื่อดังจากทั่วโลก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในงานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลกปีนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่เน้นเรื่องการลด แลก แจก แถม แพ็กเกจทัวร์ เช่น ซื้อ 1 แถม 1 แต่มีการลดราคาตั้งแต่ 500-3,000 บาท โดยประเทศที่ได้รับความสนใจสูงสุดวันแรก คือ ญี่ปุ่น.
ที่มา เดลินิวส์

e-book ขายแซงหนังสือจากโรงพิมพ์

อีบุ๊ก (E-Book) หรือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ปัจจุบันขายได้มากกว่าหนังสือเป็นเล่มที่พิมพ์จากกระดาษที่เราหาซื้ออ่านตามแผงหนังสือแล้ว

อาร์มาเก็ดคอนได้ประกาศว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประเภทคินเดิ้ล (Kindle E-Books) สามารถทำยอดขายชนะหนังสือที่พิมพ์ด้วยกระดาษทั่วไป โดยเฉพาะหนังสือประเภทที่ขายดีที่สุดของร้านขายหนังสือของอะเมซอน

เมื่อกลางปีหรือกรกฎาคมที่ผ่านมาปีที่แล้ว ทางอะเมซอนได้ประกาศว่า หนังสือที่บรรจุในคินเดิ้ลขายได้ดีกว่าหนังสือปกแข็งอย่างดี โดยหนังสือในคินเดิ้ลและหนังสือที่พิมพ์ด้วยกระดาษเป็นเนื้อหาเหมือนกัน

คินเดิ้ลเป็นคอมพิวเตอร์แบบกระดานชนวนที่ขนาดด้านหน้าประมาณปกหนังสือปกแข็งภาษาอังกฤษที่มีจำหน่ายทั่วไปตามแผงหนังสือแต่บางกว่า พกพาสะดวกกว่าและเบากว่าหนังสือเล่มหนา ๆ หนัก ๆ ทั่วไป แต่ปัจจุบันหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่บรรจุในแบบของคินเดิ้ลมีมากมายหลายประเภท เช่น ไอโฟน ไอแพด แบล็คเบอร์รี่ และแอนดรอยด์

สำหรับหนังสือภาษาอังกฤษปกแข็ง (Hard Cover Book) ที่พิมพ์มาจากโรงพิมพ์อย่างดีจะมีราคาสูงกว่าหนังสือภาษาอังกฤษที่พิมพ์ด้วยปกอ่อนและมีกระดาษภายในสีเหลืองอ่อน โดยปกติหนังสือปกแข็ง กระดาษภายในสีขาวคุณภาพดี จะมีราคาสูงกว่าสัก 4- 5 เท่า คนเลยมักจะนิยมอ่านหนังสือปกอ่อน หรือ Paperback มากกว่า โดยเฉพาะหนังสืออ่านเล่น แต่ถ้าเป็นตำราวิชาการที่สหรัฐอเมริกาหรือยุโรปก็จะพิมพ์ปกแข็ง แต่ในประเทศเอเชียเขาพิมพ์ปกอ่อนกระดาษอย่างดี แต่ราคาถูกกว่าประมาณครึ่งหนึ่ง

อะเมซอนได้รายงานว่า ในจำนวนหนังสือปกอ่อน (Paperback Books) ที่ขายได้ 100 เล่ม จะสามารถขายในคินเดิ้ลได้ถึง 115 เล่ม ตั้งแต่ต้นปีที่เพิ่งผ่านมา

ในควอเตอร์สุดท้ายของปีที่ผ่านมาซึ่งเป็น 3 เดือนสุดท้าย จนถึง 31 ธันวาคม อะเมซอนขายได้ประมาณ 390,000 ล้านบาท ซึ่งยอดขายมากกว่าปีที่แล้วถึง 31%

นอกจากนี้ยอดขายในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา กระโดดสูงขึ้นถึง 50% มากกว่าของปีที่แล้ว ถ้าหากเป็นยอดขายทั่วทั้งโลกสูงขึ้น 26%

นอกจากคินเดิ้ลของอะเมซอนที่ขายหนังสืออิเล็กทรอ นิกส์แล้ว ก็ยังมี บาร์นส์แอนด์โนเบิ้ล นุ๊ค โซนี่ และบอร์เดอร์ส โคโบ

อีบุ๊กหรือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์นั้น เป็นอีกหนึ่ง นวัตกรรมที่นิยมใช้ในโรงเรียนในสหรัฐอเมริกาและยุโรป รวมทั้งญี่ปุ่น เกาหลี และสิงคโปร์ แต่ปัจจุบันหลายโรงเรียนในประเทศเหล่านี้ เขาใช้ไอแพดเพื่อบรรจุหนังสืออ่าน ทำรายงาน ส่งการบ้าน และเรียนผ่านระบบอินเทอร์เน็ต กับอาจารย์สอนหนังสือหรือที่เรียกว่าระบบ อีเลิร์นนิ่ง (E-Learning)

ประเทศไทยหากกระแส 3G แรง ก็อาจจะได้เห็นนักศึกษาและนักเรียนถือคอมพิวเตอร์ประเภทไอแพดหรือคินเดิ้ลไปเรียนหนังสือโดยไม่ต้องแบกกระเป๋าหนังสือขนาดหนักไปเรียน อนาคตแบบนี้คงรอไม่นาน.

รศ.ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล
อธิการบดี มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด
boonmark@stamford.edu
ที่มา เดลินิวส์

แนะผู้หญิงออมเงินเพื่ออนาคต เพิ่มมูลค่าด้วยการลงทุน

แนะผู้หญิงออมเงินเพื่ออนาคต เพิ่มมูลค่าด้วยการลงทุน สิ่งเย้ายวนใจที่ทำให้ต้องสูญเสียเงินมีอยู่รอบด้าน หากจัดการบริหารเงินในกระเป๋าไม่ดีจะประสบปัญหาหนี้สินตามมาโดยเฉพาะผู้หญิงที่มีสิ่งเร้าให้เสียเงินอยู่บ่อยครั้ง การสร้างวินัยในการใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุดต้องเริ่มฝึกตั้งแต่เด็กเพื่อให้เรียนรู้การใช้เงินที่ถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ รัชดา ธนาดิเรก ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ จัดสัมมนา “เงินในกระเป๋า กับรักของเรา” เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่โรงแรมรอยัลซิตี้ เพื่อให้เยาวชนรู้จักวางแผนการใช้เงินในอนาคต โดย ส.ส.รัชดา กล่าวว่า ธรรมชาติของผู้หญิงใช้เงินด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล ผู้หญิงจึงมีจุดด้อยเรื่องการบริหารจัดการเงินในกระเป๋า ตำราบางเล่มเขียนไว้ว่าผู้หญิงเผชิญภาวะ 3 ดีด้วยกันคือ ดาย (die) ตามตัวเลขอัตราประชากรเห็นว่าผู้หญิงอายุยืนกว่าผู้ชาย จึงมีโอกาสสูงมากที่ต้องใช้ชีวิตคนเดียว ถ้าไม่รู้จักวางแผนการใช้เงินในอนาคตให้ดีจะอยู่อย่างไร อย่าคิดเอาชีวิตไปพึ่งกับใคร เพราะการเริ่มต้นชีวิตด้วยการพึ่งคนอื่นนั้นไม่ดีแน่นอน

ดิวอร์ซ (divorce) ผู้หญิงคิดว่าวันนี้คนรักและแต่งงานกับเขา แต่วันหนึ่งเขาอาจทิ้งไปและจะทำอย่างไร และ ดิสแอสเตอร์ (disaster) เพราะความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้ตลอดในชีวิต ดังนั้นต้องระมัดระวังการใช้เงิน รู้จักเก็บออมเมื่อมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นจะได้ดูแลตัวเองได้ อยากให้ผู้หญิงรู้จักดูแลเงินในกระเป๋าให้เป็น โดยเริ่มจากกลับไปสำรวจสิ่งของที่มีอยู่ที่บ้านว่ามีอยู่แค่ไหน จำเป็นหรือไม่ และเตือนตัวเองทุกครั้งหากจะซื้อของ ส่วนการให้รางวัลตัวเองสามารถทำได้หลายวิธี เช่น ทำบุญเพิ่มความสุข อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าต้องเป็นวัตถุ เพราะสุดท้ายจะรกบ้านและน่ารำคาญ แม้ชีวิตต้องใช้เงินแต่เงินไม่ใช่ตัวสุดท้ายที่จะบอกว่าชีวิตมีความสุขหรือไม่ ถ้าดูแลเงินไม่เป็นชีวิตไม่มีความสุขแน่นอน

ขณะที่ ดร.ผุสดี ตามไท ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวสนับสนุนว่า งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าผู้หญิงยุคนี้เป็นกลุ่มคนที่อยู่ในเกณฑ์ยากจนมากที่สุดในโลก เพราะแก่ง่ายตายยาก ไม่ทำงานให้สามีเลี้ยงเมื่อสามีตายจึงทำงานไม่ได้ และเมื่อเข้าสู่ชีวิตคู่ผู้หญิงที่หาเงินได้ 100 บาท ใช้จ่ายกับครอบครัวสูงถึง 80 บาท ขณะที่ผู้ชายใช้จ่ายกับครอบครัวเฉลี่ย 50 บาทเท่านั้น ความรักจึงเป็นเหตุชักนำให้ผู้หญิงเข้าสู่วงจรหนี้สินมากกว่าผู้ชาย ดังนั้นต้องรักตัวเองเก็บออมเงินที่ได้ และเพิ่มมูลค่าด้วยการลงทุน เมื่อซื้อของให้ถามตัวเองว่าอยากได้หรือเป็นสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ อย่าใช้เพราะไม่จำเป็น เพราะความไม่แน่นอนในชีวิตมีมาก และเศรษฐกิจโลกไม่เป็นมิตรกับผู้หญิง ไม่เคยคิดคุณค่าของผู้หญิงในฐานะต่าง ๆ ผู้หญิงจึงเหมือนมนุษย์ที่ไม่มีตัวตนอยู่ในโลกนี้ ทั้งที่เป็นผู้หาเงินให้แก่ครอบครัวและคนอื่น จึงเป็นที่มาของคำว่าผู้หญิงมีจิตสาธารณะ

ส่วนเจ้าของร้านอาหารอัธยาศัยดี อุไรวรรณ นพคุณ ที่เคยใช้เงินฟุ่มเฟือยถ่ายทอดประสบการณ์ว่า วัยเรียนใช้เงินทางบ้านหมดไปกับการเที่ยว กระทั่งคุณพ่อแนะนำให้เปิดร้านอาหารของตัวเอง จึงตัดสินใจกู้เงินมาลงทุน ในช่วงเศรษฐกิจไม่ดีจึงรู้ว่าเงินขาดมือเป็นอย่างไร ซึ่งเงินที่เก็บไว้ไม่เพียงพอ จึงต้องวางแผนเพื่ออนาคตเพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ปัจจุบันเห็นเด็กขอเงินคุณพ่อคุณแม่โดยอ้างว่าไปทำรายงาน แต่ความจริงนำเงินไปเที่ยว ถ้าไม่ให้ก็ไปหยิบยืมเพื่อนจนเกิดหนี้สิน หรือเป็นเหตุให้คุณแม่ต้องสร้างหนี้สินเพื่อนำเงินมาให้ลูก ส่วนกรณีเด็กที่อยากได้ของที่ไม่จำเป็นแนะนำว่าลองนำของที่มีอยู่ไปแลกกับเพื่อน จะได้ไม่ต้องไปซื้อให้สิ้นเปลือง.
ที่มา เดลินิวส์

แจ้งเกิดเครื่องดื่มสมุนไพรไทย บทพิสูจน์ฝีมือ "ตัน"

กลับ คืนสู่วงการอีกครั้งสำหรับ "ตัน ภาสกรนที" ผู้ปลุกปั้นชาเขียว "โออิชิ" จนโด่งดังและยอดขายถล่มทลาย แต่ครั้งนี้เขามาในนามของบริษัท ไม่ตัน จำกัด กับการเปิดตัวเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพสไตล์ไทย ๆ ในชื่อ "ดับเบิ้ลดริ้งค์" หลังจากขายกิจการให้กับ "ไทยเบฟเวอเรจ" และวางมือจากธุรกิจเครื่องดื่มลงชั่วขณะ

"ประชาชาติธุรกิจ" ได้สัมภาษณ์ "ตัน ภาสกรนที" ซีอีโอ บริษัท ไม่ตัน จำกัด ถึงการกลับเข้าสู่ตลาดเครื่องดื่มครั้งใหม่

มองการแข่งขันตลาดเครื่องดื่มในช่วงหน้าร้อนนี้ที่เป็นหน้าขายที่สำคัญอย่างไร

ยักษ์ ใหญ่ทั้งนั้น รายเล็กคงอยู่ไม่ได้แล้ว ตอนนี้แต่ละบริษัทก็ใหญ่ ๆ ทั้งนั้น พอร์ตโฟลิโอแต่ละคนก็โตขึ้นด้วย เหมือนกับผมเข้ามาตอนนี้จะเข้ามาเหมือนโออิชิไม่ได้แล้ว ตอนนั้นลองทำก่อนแล้วค่อยเพิ่ม นี่ผมลงทุนทีเดียวเลย คือลงทุนล่วงหน้าไป 5 ปีแล้ว

วันนี้ถ้าจะแข่งขัน เล็ก ๆ มันแข่งไม่ได้แล้ว ตลาดมันใหญ่มากแล้ว แต่ละคนก็เงินเยอะ ถ้าเราเล็ก ๆ มันยอดขายนิดหน่อย มันทำอะไรไม่ได้

ตอน นั้นลงทุนหลักร้อยกว่าล้าน (บาท) แต่ตอนนี้ลงทุน 20 เท่าของวันที่เริ่มต้นโออิชิ นี่ลงทุน 2,400 ล้านบาทสำหรับเฟสแรก เป็นการทำล่วงหน้าไว้ 5-10 ปีเลย

หลาย ๆ คนมองว่าการทำเครื่องดื่มแบบไทย ๆ น่าจะยาก

ก็ ยาก ถ้าทำแบบเดิม ๆ วิธีเดิม ๆ ที่ผ่านมาเคยมีพวกโอท็อปหรือเอสเอ็มอีทำอยู่บ้าง เช่น ทำน้ำตะไคร้ใส่ขวดขายตามหน้าบ้าน จะว่าไปแล้วตะไคร้อย่างเดียวมันไม่แข็งแรงพอสำหรับคนไทย เพราะคนไทยรู้จักตะไคร้มานานแล้ว จึงรู้สึกไม่ตื่นเต้น ถ้าย้อนกลับไปสมัยโออิชิ ตอนนั้นเราก็ดื่มชาในร้านสุกี้ หรือกินไข่ลวกก็มีชาให้ดื่ม เพียงแต่โออิชินำชาเขียวมาใส่ขวดเข้าไปใหม่ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม นี่เป็นเรื่องของมาร์เก็ตติ้ง

เหมือนกัน สมุนไพรวันนี้ผมไม่ได้เอาเรื่องของสมุนไพรมาอย่างเดียว ผมทำมาร์เก็ตติ้งด้วย และเป็นที่มาของชื่อและคอนเซ็ปต์ของ "ดับเบิ้ลดริ้งค์" คือจะต้องเพิ่มมูลค่าเพิ่ม คือเอาสมุนไพรเพิ่มซูเปอร์ฟรุตเข้าไปเป็น 2 เท่า

ถือเป็นความท้าทายครั้งใหม่

ใช่ ถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทาย เพราะเครื่องดื่มลักษณะนี้ยังไม่เกิดขึ้น หากมีคนอื่นทำไปแล้วและเราไปทำตาม ก็จะเหนื่อยหน่อย

อย่าง ไรก็ตาม ปีนี้เราคงยังไม่แข่งกับใครมาก เพราะกำลังผลิตผมยังไม่มาก โรงงานเฟสแรกจะไปเสร็จก็เป็นหน้าร้อนปีหน้า แต่เราก็จะเริ่มนำร่องตั้งแต่ปีนี้ ปีหน้าก็ต้องเจอกัน

เป็นการเรียกน้ำย่อยไปก่อน

ปีนี้ผมก็ใช้เงินไม่ต่ำกว่า 100 ล้าน เน้นการสร้างแบรนด์ ไม่เน้นโปรโมชั่น ปีหน้าถึงจะพร้อมที่จะเข้าสู่การแข่งขันอย่างแท้จริง

วางแนวทางยุทธศาสตร์ไว้อย่างไร

คง ไม่พ้นทีวี หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ฯลฯ ทุกค่ายก็ทำเหมือนกัน และจะใส่ออนไลน์มาร์เก็ตติ้งเข้ามา เพราะเดี๋ยวนี้ทีวีแพงมาก การใช้ออนไลน์ก็เป็นส่วนเสริม แต่สิ่งที่ผมว่าแข็งแรงและได้เปรียบคืออีเวนต์

การจัดจำหน่ายหรือกิจกรรมทางการตลาด

ได้ ดีทแฮล์ม (ดีเคเอสเอช) เข้ามาช่วยซึ่งคุ้นเคยกันอยู่แล้ว แต่ผมก็ไปทางอีเวนต์มาก จะรวมถึงการไปบรรยายตามที่ต่าง ๆ ซึ่งผมก็จะถือโอกาสทำ อีเวนต์ไปด้วย เพราะไม่ต้องไปไดรฟ์คนมาจากที่ไหนหรอก คนจัดงานเขาไดรฟ์กันมาเรียบร้อยแล้ว

นี่ถือเป็นจุดแข็งของผมที่จะต้องใช้ให้เกิดประโยชน์ที่สุด และเป็นต้นทุนที่ต่ำ

ตั้งเป้าให้ดับเบิ้ลดริ้งค์ติดตลาดหรือแจ้งเกิดในกี่ปี

ช้า ไม่ได้ โรงงานเสร็จก็ต้องอัดเต็มที่ อย่างที่บอกว่าตอนนี้ก็ใช้งบฯเป็น 100 ล้าน ก็ต้องการให้ติดเลย ไม่ติดไม่ได้ ก่อนที่โรงงานเสร็จต้องมียอดขายอยู่ในกระเป๋าอย่างน้อย 400-500 ล้านบาท
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

ออมสินขายสลากใหม่อายุ5ปี เพิ่มรางวัล-แจกทอง จ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ย2.1%

ออมสินขายสลากใหม่อายุ5ปี เพิ่มรางวัล-แจกทอง จ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ย2.1% นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารได้เปิดตัวสลากพิเศษ 5 ปี โดยรับฝากตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์-30 มิถุนายน หน่วยละ 100 บาท ทุกสาขาทั่วประเทศ โดยไม่จำกัดวงเงิน เพื่อตอบแทนลูกค้า ด้วยการมีเงินรางวัลแจกให้ทั้งสิ้นกว่า 300 ล้านบาทต่อเดือน เริ่มลุ้นรางวัลตั้งแต่งวด 1 มีนาคมนี้ คาดว่าจะมีผู้มาซื้อสลากกว่า 1.5 แสนล้านบาท จากเป้าหมาย 1 แสนล้านบาท เพราะจะมีเงินฝากจากธนาคารพาณิชย์ที่ไหลมาฝากออมสิน จากการที่สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะลดวงเงินความคุ้มครองเหลือ 50% สำหรับลูกค้าที่มีเงินฝากเกิน 50 ล้านบาทในวันที่ 11 สิงหาคมนี้


นายเลอศักดิ์กล่าวว่า สลากพิเศษ 5 ปีนี้จะให้ผลตอบแทน 4 ต่อ โดยให้ผลตอบแทนสูงสุด 10.50 บาทต่อหน่วยเมื่อฝากครบ 5 ปี หรือดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.1% โดยออมสินจะจ่ายดอกเบี้ยแบบขั้นบันได คือปีแรกได้หน่วยละ 1.40 บาทต่อหน่วย ปีที่ 2 ได้ 2.85 บาทต่อหน่วย ปีที่ 3 ได้ 4.75 บาทต่อหน่วย และปีที่ 4-5 ได้ 8 บาทต่อหน่วย นอกจากนี้ ยังได้ลุ้นรับรางวัลพิเศษเป็นทองคำแท่ง 11 รางวัล รางวัลละ 2.4 ล้านบาท รวมมูลค่า 26.4 ล้านบาท ซึ่งจะจับรางวัล 5 ครั้ง 5 เดือนติดต่อกันเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม-1 กรกฎาคม นอกเหนือจากการลุ้นรางวัลเลขสลากทุกวันที่ 1 ของเดือน รวม 60 ครั้ง และเพิ่มจำนวนรางวัลด้วย รางวัลที่ 1 มูลค่า 5 ล้านบาท รางวัลที่ 2 มูลค่า 500,000 บาท เพิ่มจาก 4 รางวัล เป็น 5 รางวัล รางวัลที่ 3 มูลค่า 50,000 บาท เพิ่มจาก 10 ครั้ง เป็น 15 ครั้ง เพิ่มรางวัลเลขท้าย 5 ตัวอีก 1 รางวัล รางวัลเลขท้าย 4 ตัวอีก 2 รางวัล และแถมฟรีประกันอุบัติเหตุแก่ผู้ฝากทุกรายที่มีสลากมูลค่าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป ในวงเงินประกันสูงสุดรายละ 1 ล้านบาท
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ